“สส.ปทิดา” หนุน นโยบายการศึกษา ทรัพยากรทรงคุณค่าคือทรัพยากรมนุษย์ ส่งเสริมการศึกษาให้ตอบโจทย์เพื่อเยาวชนได้ค้นพบตัวเอง

“สส.ปทิดา” หนุน นโยบายการศึกษา ทรัพยากรทรงคุณค่าคือทรัพยากรมนุษย์ ส่งเสริมการศึกษาให้ตอบโจทย์เพื่อเยาวชนได้ค้นพบตัวเอง

วันที่ 11 กันยายน 2566 นางปทิดา ตันติรัตนานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุรินทร์ เขต 8 พรรคภูมิใจไทย อภิปรายเน้นย้ำถึงปัญหา และแนวทางแก้ไขด้านการศึกษาของไทย ต่อรัฐสภาา และ อภิปรายนโยบายตามมาตรา 162 ซึ่งจากนโยบายการแถลงของนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน นางปทิดา กล่าวว่า ดีใจที่รัฐบาลชุดนี้เล็งเห็นถึงการแก้ไขปัญหาด้านการศึกษา และการพัฒนาศักยภาพของประชาชน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ โดยเฉพาะการส่งเสริมการศึกษาให้ตอบโจทย์กับความต้องการของตลาดแรงงาน เป็นประโยชน์ต่อทั้งภาคการผลิตในระบบเศรษฐกิจ และสร้างคุณค่าในชีวิต ครอบครัวของประชาชน การทำงานระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และวิจัย, กระทรวงแรงงาน และกระทรวงมหาดไทย ต้องสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกัน มีเป้าหมายและวิสัยทัศน์ที่ตรงกัน เพื่อที่จะหนุนเสริมศักยภาพของนักเรียน นักศึกษา และประชาชนที่ต้องการพัฒนาความรู้ ความคิด ผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิตไปให้ได้อย่างดีที่สุด โดยเน้นย้ำถึงปัญหาคือ 1.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเยาวชนยังไม่บรรลุเป้าหมายที่พึงประสงค์เท่าที่ควร คะแนนโอเน็ตชั้น ป.6 วิชาคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ต่ำกว่าครึ่ง แสดงให้เห็นว่าเด็กไทยยังขาดทักษะพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการเรียนในระดับสูงขึ้น 2.การสอบโอเน็ตและเอเน็ตขาดความยืดหยุ่น ไม่ตรงกับสภาพความเป็นอยู่ของพื้นที่การศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก ที่อยู่ห่างไกลในชนบท 3.ระบบการศึกษาที่ผ่านมายังขาดวิธีดำเนินการที่ถูกทาง เด็กที่มีความถนัด และศักยภาพที่แตกต่างไปจากการเรียนเชิงวิชาการในสายสามัญ ถูกละเลย และมองว่าเป็นคนเรียนอ่อน ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างการศึกษาสายวิทย์ สายศิลป์ และสายอาชีพ ทั้งที่ทุกคนมีความชอบ และความเชี่ยวชาญไม่เหมือนกัน 4.ความสูญเสียที่สำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์คือ การสูญเสียเวลา บุคลากรเยาวชนที่มีความสามารถของเราติดกรอบ 6 6 4 จบมาไม่มีงานทำหรือต้องทำงานไม่ตรงสาย ส่วนในทางแก้ไขได้เสนอต่อหน้ารัฐสภาดังนี้ 1.ควรปรับปรุงเกณฑ์วัดผลคะแนนให้สอดคล้องกับท้องถิ่นและความต้องการ สร้างงานตามหลักสูตรอาชีพให้มากขึ้น 2.ให้ชี้แนะแนวทาง และวัดความถนัดความต้องการนักเรียนในท้องถิ่น เพื่อให้นักเรียนเข้าใจในความสำคัญของการเรียนรู้ว่ามีประโยชน์ในชีวิตจริงได้อย่างไร 3.ค้นหาวิธีที่ดี ทันสมัย และมีความยืดหยุ่นเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและสังคม เพื่อทำให้เยาวชนค้นพบตัวเองให้เหมาะสมกับความถนัด ศักยภาพ และความจำเป็นของตนเองและครอบครัว 4.ส่งเสริมการเรียนในสายอื่นๆ ของรัฐบาลทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ เพื่อให้เด็กนักเรียนนักศึกษาที่มีความถนัดโดดเด่น ที่แตกต่างกันไป เข้าใจจุดศักยภาพที่มี สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ส่งผลให้เกิดภาพลักษณ์ใหม่ที่ดียิ่งขึ้น 5.มีหลักสูตรการเรียนการสอนที่ตรงเป้าหมายโดยความร่วมมือกับภาคธุรกิจเอกชน โดยรัฐต้องเป็นผู้ที่จับคู่กับคนที่ต้องการทำงานกับบริษัทที่ต้องการคนมาทำงานพบกันให้ได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้เด็กไทยเติบโตเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพและสร้างสรรค์ สามารถนำพาประเทศชาติไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน  นางปทิดา กล่าว.