นายชาดา ระบุว่า การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติด ต้องดำเนินการแบบบูรณาการ ระหว่างตำรวจ และฝ่ายปกครอง ร่วมกันอย่างใกล้ชิด ในระดับพื้นที่ และการดำเนินโครงการ ต้องเจาะลึก เอกซเรย์พื้นที่ให้มีประสิทธิภาพ แยกน้ำแยกปลา ระหว่างผู้เสพและผู้ค้า ให้ครอบคลุมครบทุกตำบลทั่วประเทศ
สำหรับ "โครงการชุมชนยั่งยืน" ดำเนินการภายใต้กรอบแนวคิดการป้องกัน และปราบปรามปัญหายาเสพติด เป็นภารกิจตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ มุ่งแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นทาง-กลางทาง-ปลายทาง อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการเสริมสร้างความเข้มแข็งของหมู่บ้าน/ชุมชน ตามแนวชายแดน เพื่อพัฒนาพื้นที่ และประชาชนตามแนวชายแดนพื้นที่พิเศษ ที่มีปัญหายาเสพติด สลายโครงสร้างปัญหา และการบูรณาการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับการแก้ไขปัญหายาเสพติด รวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ตามแนวพระราชดำริ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามยุทธศาสตร์แนวทางดำเนินงาน "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" และศาสตร์พระราชา หวังลดปัญหาเชิงโครงสร้าง ด้วยการสร้างอาสาป้องกันการแพร่ระบาดของยาเสพติดในชุมชน การปรับระบบนิเวศน์ (สภาพแวดล้อม) ที่เหมาะสมโดยการเสริมสร้างปัจจัยที่เอื้อต่อการไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด การดูแลผู้ใช้ ผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติด ให้เข้าถึงการบำบัดรักษา และการลดผลกระทบจากยาเสพติด โดยการคัดกรอง ประเมินวินิจฉัย ที่มีประสิทธิภาพ กำหนดแผนการบำบัดรักษาที่เหมาะสม ฟื้นฟูสมรรถภาพที่คลอบคลุมทุกมิติ ตลอดจนการมีส่วนร่วมของชุมชน และภาคีเครือข่ายในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ให้สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างปกติสุขและเท่าเทียม
ทั้งนี้ทางกลุ่มได้พัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อป้องกัน ปัญหาอาชญากรรม ชื่อ "Bebrave" โดยจะนำร่อง เป็น "อุทัยธานีโมเดล" เพื่อขับเคลื่อนการป้องกันอาชญากรรม และยาเสพติดในชุมชน ที่สามารถแปลงงานวิจัย สู่การปฏิบัติได้จริง ตั้งแต่ขั้นของ การป้องกัน รับมือแก้ไข และฟื้นฟู
