เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2567 นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ร่วมมือกับองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่นประจำกรุงเทพฯ หรือเจโทร กรุงเทพฯ และศูนย์อาเซียน-ญี่ปุ่น (ASEAN – Japan Centre) โตเกียว จัดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เรื่อง “โอกาส MSMEs ไทยและญี่ปุ่น: เจาะลึกการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า ภายใต้ความตกลง JTEPA AJCEP และ RCEP” ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) ทั้งชาวไทยและญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยให้ข้อมูลการค้าเชิงลึกเกี่ยวกับเกณฑ์การขอใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า ขั้นตอนการออกหลักฐานการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรีที่ไทยและญี่ปุ่นเป็นภาคีร่วมกันทั้ง 3 ฉบับ ได้แก่ ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย - ญี่ปุ่น (JTEPA) ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอาเซียน - ญี่ปุ่น (AJCEP) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) เพื่อให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์กับธุรกิจของตนอย่างเต็มที่

โดยผลการจัดงาน Workshop ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ได้รับความสนใจ ล้นหลามจากเอ็มเอ็สเอ็มอีทั้งไทยและญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจในไทยและใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อใช้สิทธิ์ประโยชน์จากเอฟทีเอนี้ จึงส่งผลให้มีผู้เข้าร่วมงานเกินเป้าหมายกว่า 100 ราย ซึ่งสอดรับกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่ต้องการสร้างความเข้มแข็งและติดอาวุธให้กับผู้ประกอบธุรกิจเอ็มเอ็สเอ็มอีไทย โดยเฉพาะเรื่องการใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงเอฟทีเอของไทยมากขึ้นขึ้น
นายนภินทร กล่าวเสริมว่า งานวันนี้เป็นกิจกรรมความร่วมมือที่สำคัญมาก เพราะถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีเอฟทีเอมากหรือดีแค่ไหนก็ตาม หากไม่มีผู้ประกอบการทราบและรู้จักวิธีการใช้ก็ไม่สามารถเพิ่มพูนศักยภาพทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้เท่าที่ควร จึงได้สั่งการกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศซึ่งผมกำกับดูแลโดยตรง เร่งอัดฉีดความรู้ วิธีการปฏิบัติเชิงลึกในการใช้สิทธิประโยชน์จากเอฟทีเอในวงกว้างยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจเอ็มเอ็สเอ็มอี

นายคุโรดะ จุน ประธานเจโทร กรุงเทพฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลเจโทร กรุงเทพฯ เกี่ยวกับผลสำรวจบริษัทญี่ปุ่นในไทย จำนวน 134 ราย พบว่า นโยบายเศรษฐกิจของไทยที่บริษัทญี่ปุ่นในไทยตั้งตารอมากที่สุด คือ การจัดทำความตกลงเอฟทีเอกับคู่ค้าสำคัญเพิ่มเติม เนื่องจากบริษัทญี่ปุ่นที่อยู่ในไทยส่วนใหญ่ ประมาณร้อยละ 70 ไม่เพียงแต่ผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายภายในประเทศไทยเท่านั้น ยังกำหนดให้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าสำคัญทั่วโลก ดังนั้น ญี่ปุ่นมองว่าการเจรจาความตกลงเอฟทีเอของไทยมากขึ้นจะส่งผลให้บริษัทญี่ปุ่นในไทยได้รับประโยชน์มากขึ้นอีกด้วย
ทั้งนี้ ในปี 2566 การค้าระหว่างไทยกับญี่ปุ่นมีมูลค่า 55,860.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 9.73 ของการค้าไทยกับโลก โดยไทยส่งออกไปญี่ปุ่นมูลค่า 24,669.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของไทย อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไก่แปรรูป เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล แผงวงจรไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ เม็ดพลาสติก และไทยนำเข้าจากญี่ปุ่นมูลค่า 31,191.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้านำเข้าสำคัญของไทยจากญี่ปุ่น อาทิ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ เคมีภัณฑ์

นอกจากนี้ จากสถิติของกระทรวงพาณิชย์ ในช่วงเดือนมกราคม - พฤศจิกายน 2566 มีการส่งออกสินค้าจากไทยไปยังญี่ปุ่นผ่านการใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลง FTA ที่ไทยและญี่ปุ่นเป็นภาคีร่วมกัน 3 ฉบับข้างต้น รวมมูลค่า 6,971 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 83.3 ของมูลค่าการส่งออกสำหรับสินค้าที่ได้รับสิทธิประโยชน์ฯ ทั้งหมด โดยสินค้าส่วนใหญ่ที่ใช้สิทธิประโยชน์ฯ ทั้ง 3 ฉบับ ได้แก่ เนื้อไก่และกุ้งปรุงแต่ง ปลาทะเลปรุงแต่ง ขนมจำพวกเบเกอรี่ ซอสปรุงรส เดกซ์ทรินและโมดิไฟด์สตาร์ชจากมันสำปะหลัง โพลิเอทิลีน ลวดและเคเบิลทำด้วยทองแดง เครื่องนุ่มห่ม ผ้าใบยางรถ และเส้นใยสังเคราะห์