ห่วงมหาวิทยาลัย แห่เปิดหลักสูตร AI และ EV ตามเทรนด์โลก

ห่วงมหาวิทยาลัย แห่เปิดหลักสูตร AI และ EV ตามเทรนด์โลก

"สส.ผกามาศ" ห่วงมหาวิทยาลัย แห่เปิดหลักสูตร AI และ EV ตามเทรนด์โลก หวั่นบัณฑิตจบใหม่ "ล้นตลาด" แนะกระทรวง อว.มากำกับดูแล และควบคุมคุณภาพ วันที่ 20 มีนาคม นางสาวผกามาศ เจริญพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุรินทร์ เขต 3 พรรคภูมิใจไทย อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 วาระ 2 มาตรา 13 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ว่า กระทรวง อว.เป็นกระทรวงที่มีความสําคัญที่ดูแลหน่วยงานในกระทรวงถึง 4 แผนงาน 93 หน่วยรับงบประมาณเพื่อใช้ในภารกิจส่งเสริมสนับสนุน กํากับการดูแลการอุดมศึกษาตลอดจนงานวิจัยและสร้างสรรค์นวัตกรรม ตนในฐานะที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการงบประมาณด้านทรัพยากรบุคคล ขอนําข้อสังเกตของอนุกรรมาธิการคณะทรัพยากรบุคคล ในประเด็นที่วันนี้มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่พยายามตั้งงบประมาณเพื่อจัดทําอยู่สองหลักสูตรเหมือนกันคือ 1.หลักสูตรปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ 2.หลักสูตรรถยนต์ไฟฟ้าหรือรถอีวี โดยให้เหตุผลว่าเป็นกระแสของโลก แต่ประเทศไทยยังขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญใน 2 สาขาวิชานี้ และตลาดแรงงานไทยใน 2 สาขาวิชานี้ยังมีขนาดเล็ก ดังนั้นจึงมีความเห็นว่ากระทรวงอว.น่าจะเข้ามากํากับดูแลการเปิดหลักสูตร และดูคุณภาพของแต่ละมหาวิทยาลัยให้มีความสมดุลอย่างยั่งยืน ไม่ปล่อยให้สถานศึกษาของไทยวิ่งไปตามกระแส จนทําให้เด็กที่จบใหม่กลายเป็นแรงงานที่ล้นตลาด นางสาวผกามาศ กล่าวว่า การจัดทําหลักสูตรของสถาบันการศึกษาไทยต่อจากนี้ ควรนําความต้องการของตลาดแรงงานเข้าไปประกอบการพิจารณาด้วย โดยบูรณาการข้อมูลความต้องการของตลาดแรงงานไทยร่วมกับทางกระทรวงแรงงาน เพื่อคาดการณ์ความต้องการในอนาคตให้สอดคล้องกับเทรนด์โลกและสามารถเตรียมการว่าสถาบันศึกษาของไทยควรจะผลิตบุคลากรในสาขาต่างๆ อีกเท่าไรในแต่ละปี เมื่อทราบชัดเจน ก็จะสามารถจัดทําหลักสูตรเพื่อให้ทันกระแสของตลาด และไม่ผลิตบุคลากรสาขาใดสาขาหนึ่งออกมามากจนเกินไป และหากปล่อยให้ทุกมหาวิทยาลัยมุ่งเน้นไปที่วิชาชีพใดวิชาหนึ่งพร้อมกันจะส่งผลให้เกิดการแย่งบุคลากรในการสอน วันนี้ประเทศไทยมีบุคลากรที่มีความรู้เรื่องเอไอ และดิจิตอลอย่างจํากัด อีกทั้งบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญก็มักจะไปทํางานในต่างประเทศซึ่งมีอัตราจ้างที่มาก การขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญจะกลายเป็นปัญหาอาจารย์กระจุก สถานศึกษากระจาย ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของหลักสูตร และหากหลักสูตรไม่ดีบุคลากรที่จบมาก็คงไม่ได้คุณภาพตามไปด้วย เสี่ยงที่จะไม่ได้งานตรงตามสายวิชาชีพที่เรียนมา เสียทั้งเงินและเวลาในการศึกษาไปโดยเปล่าประโยชน์ นางสาวผกามาศ กล่าวอีกว่า แม้บุคลากรด้านเอไอจะมีความสําคัญ แต่ในวันนี้ประเทศไทยก็ยังมีบุคลากรจากสาขาวิชาชีพอื่นที่ยังคงขาดแคลน เช่น บุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล วิศวกรรถไฟ ช่างเชื่อมระดับสูง เพราะรัฐบาลได้ประมูลรถไฟรางคู่ เราได้มีการสร้างหลักสูตร เพื่อเตรียมบุคลากรที่มารองรับการซ่อมแซมการบํารุงรักษาหรือไม่ และจากข้อสังเกตของคณะอนุกรรมาธิการฯ จึงอยากให้ทางมหาวิทยาลัยไทยมีความโดดเด่นในสาขาวิชาที่ตัวเองถนัดตามแต่ละพื้นที่ ก็จะไม่ทำให้เกิดการแย่งบุคลากรในการสอนหรือแย่งนักศึกษา สามารถทุ่มเทการวิจัยและพัฒนาหลักสูตรที่ตัวเองเชี่ยวชาญให้เท่าทันโลก และหากสถาบันมุ่งเน้นการพัฒนาองค์กรความรู้จากรากฐานเดิมที่มีขึ้นมาเป็นระดับสากลก็จะสามารถช่วยสนับสนุนให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขันในเวทีโลกมากยิ่งขึ้น นางสาวผกามาศ ยังสอบถามเพิ่มเติมไปทางคณะกรรมาธิการงบประมาณ ว่า ได้เน้นย้ำไปที่กระทรวงอว.ว่าการสนับสนุนทุนวิจัยและเปิดโอกาสให้นักวิจัยรุ่นใหม่มาขอทุนนั้น ทางอว.ได้คํานึงถึงยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายรัฐบาล และเทรนด์ของโลกหรือไม่ และไม่ให้หัวข้อวิจัยซ้ําซ้อนกันมากจนเกินไป เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ภาคประชาชน สุดท้ายขอสนับสนุนและเชิญชวนเพื่อนสมาชิกผลักดันร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี2567 ฉบับนี้ให้ผ่านสภาโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้ประเทศต้องสูญเสียโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมจากการใช้งบประมาณที่ล่าช้าไปกว่านี้