กรมป่าไม้ควรดูแลเอกสารสิทธิ์ที่ทำกินให้ ปชช.

กรมป่าไม้ควรดูแลเอกสารสิทธิ์ที่ทำกินให้ ปชช.

"สส.ปทิดา" อัด กรมป่าไม้ควรดูแลเอกสารสิทธิ์ที่ทำกินให้ปชช. และก.ทรัพย์ฯ ต้องพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้มากขึ้น และเร็วขึ้น ยัน สงวนคำแปรญัตติปรับลดงบประมาณลง 1% ในร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 67 วาระ 2 วันที่ 21 มีนาคม 2567 นางปทิดา ตันติรัตนานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ เขต 8 พรรคภูมิใจไทย อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 วาระ 2 จากรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ มาตรา 17 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่า ก.ทรัพย์ฯ ขอรับงบประมาณ 15,025,964,400 บาท จึงได้สงวนคำแปรญัตติปรับลดไว้จำนวน 1% โดยขออภิปรายชี้แจง 2 กรม ของกระทรวงทรัพย์ฯ กรมแรกได้รับงบประมาณตามแผนงานยุทธศาสตร์ด้านการเติบโตอย่างยั่งยืน อนุรักษ์ฟื้นฟู และป้องกันการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ จำนวนเงินที่ขอรับ 1,167,727,900 บาท ปรับลดลงไป 4 ล้าน 5 แสนบาท จึงขอเรียนถามคณะกรรมาธิการวิสามัญว่า ได้เคยไปดูเรื่องการจัดการพื้นที่ที่พี่น้องประชาชนได้เข้าไปอยู่อาศัยอย่างยาวนาน และไม่มีสภาพเป็นป่าแล้ว แต่กลายเป็นชุมชนทั้งหมดหรือไม่ พื้นที่เหล่านี้จำเป็นต้องมีการกันเขต และกำหนดเขตแนวป่าใหม่ทั้งหมดให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง ให้สามารถใช้ที่ดินทำกินมีสิทธิประโยชน์เหนือผืนดินได้ และทำข้อตกลงกับพี่น้องประชาชนให้ช่วยกันดูแลรักษาป่าไม้ เป็นการอนุรักษ์แบบคนอยู่กับป่าซึ่งจะทำให้ประหยัดงบประมาณในการปลูก และดูแลป่าไปได้อีกมาก รวมถึงป้องกันการบุกรุกทำลายป่าในอนาคต สามารถประเมินพื้นที่ป่าไม้ในฐานพื้นที่จริงได้อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะในเวลาที่แห้งแล้งมีไฟป่า เราต้องการบุคลากรซึ่งหน่วยงานของภาครัฐอาจจะไม่ต้องจ้างคนเพิ่มก็ได้ . สส.ปทิดา อภิปรายอีกว่า ในจังหวัดสุรินทร์ มีพื้นที่ชุมชนที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์อาศัยอยู่ในเขตป่าเสื่อมโทรมมายาวนาน แต่กรมป่าไม้ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อาจมีงบที่ไม่มากพอที่จะสำรวจกันเขต และกำหนดพื้นที่ป่าใหม่ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ทั้งนี้กรมป่าไม้ควรร่วมปฏิบัติงานร่วมกับกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานการปฏิรูปที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างเป็นระบบต่อเนื่อง เพื่อให้การรักษาป่าสอดคล้องไปกับการแบ่งปันทรัพยากรที่ดินทำกินของเกษตรกร และการออกหลักฐานการครอบครองที่ดินด้วย ซึ่งภารกิจด้านนี้จำเป็นจะต้องเร่งทำงานให้แล้วเสร็จอย่างเร่งด่วน เพราะชีวิตของพี่น้องประชาชนตั้งอยู่บนความไม่แน่นอน ที่อยู่อาศัยไม่ได้มีความมั่นคงทางด้านเอกสารสิทธิ์ มีความสุ่มเสี่ยงต่อการถูกขับไล่ หากมีการบังคับใช้กฎหมายโดยไม่ดูสภาพจริงของพื้นที่ รวมถึงปัญหาการทับซ้อนระหว่างเขตป่า เขตปฏิรูปที่ดิน และเขตที่ดินที่สามารถออกเอกสารสิทธิ์ได้ . นางปทิดา อภิปรายว่า สำหรับกรมที่ 2 คือกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกรมที่เกิดขึ้นใหม่ของกระทรวงทรัพย์ฯ ได้รับงบประมาณ 336,864,300 บาท ถูกปรับลดลงไป 1 ล้านบาท และเห็นว่าในปัจจุบันนี้ภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก หรือภาวะโรคร้อนได้ทวีความรุนแรงขึ้นมาก เมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นจากเดิมทะลุ 1.5 องศาเซลเซียส กลายเป็นภาวะโลกเดือดที่ภัยธรรมชาติต่างๆ เพิ่มทวีความรุนแรง และมีความถี่สูงมากขึ้นทุกปี การเตรียมพร้อมแผนงานเพื่อรับมือสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงต้องแทรกอยู่ในทุกภาคส่วนของหน่วยงานของรัฐ และจำเป็นจะต้องได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น "แต่ก่อนฝุ่น PM 2.5 จากไฟป่า และการเผาชีวมวลไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่กับชีวิตหรือว่าสุขภาพของพวกเรามากขนาดนี้ แต่ด้วยภาวะภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ในวันนี้ ในต่างจังหวัดฝนชะช่อมะม่วงที่มักจะตกลงมาให้ดอกมะม่วงติดผลตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม ปัจจุบันนี้มีน้อยลง ป่าแห้งมากขึ้นทุกปี สะสมเชื้อไฟให้เกิดกลายเป็นไฟป่า สร้างอากาศเสีย และฝุ่นควัน ทั้งในภาคเหนือ และภาคอีสาน จากในป่าในประเทศของเราเองแล้วก็ป่าเพื่อนบ้าน มีการเผาไร่อ้อย ไร่ข้าวโพดที่เพิ่มมากขึ้นสร้างผลกระทบต่อสุขภาพความเป็นอยู่ของประชาชนชนิดที่เรามองด้วยตาเปล่าก็เห็น ส่วนทางภาคใต้ และก็ภาคตะวันออกตามท้องทะเล ภาวะโลกเดือดทำให้สิ่งมีชีวิตในทะเลได้รับผลกระทบ ปะการังฟอกขาว หญ้าทะเลสูญหาย ปลาพะยูนผอมโซ ความสมบูรณ์ของทะเลได้หมดลงไปแล้ว ส่งผลต่อเศรษฐกิจของชาวประมง และการท่องเที่ยวในประเทศไทยซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศไทยเรา" สส.สุรินทร์ อภิปรายเพิ่มอีกว่า ผลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโรคนับวันยิ่งทวีมากขึ้น แต่งบประมาณส่วนใหญ่ของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมอยู่ในแผนงานพื้นฐานด้านการสร้างความเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จำนวนงบประมาณ 154,346,200 บาท จึงอยากถามคณะกรรมาธิการวิสามัญว่า ได้สอบถามผู้มาชี้แจงของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมหรือไม่ว่า งบประมาณนี้เอามาดำเนินการด้านใด ถ้ามองภาพรวมของทั้งประเทศ เราจะแก้ปัญหานี้เพียงพอหรือไม่ แต่เมื่อมาดูงบประมาณที่เกี่ยวข้องโดยตรงคืองบประมาณการจัดการผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีแค่ 96,657,200 ดูจากภารกิจแล้ว เป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญต่อประเทศ และมีผลระดับโลก แต่งบฯ ที่ได้จัดสรรมาคงไม่สามารถแก้ปัญหาที่ใหญ่ขนาดนี้ได้ จึงต้องการให้ตระหนักว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ตรงไหน และควรจะใส่งบประมาณไว้ตรงไหนจึงจะเหมาะสมกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันนี้ . "ท้ายที่สุดมองว่าสิ่งที่สามารถจะทำได้เลยคือ หน่วยงานควรจะพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้มากขึ้น และเร็วขึ้น เพื่อรองรับภารกิจหลังจากที่ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านการอนุมัติจากฝ่ายนิติบัญญัติไปแล้ว ตลอดจนต้องประชาสัมพันธ์ และสื่อสารกับประชาชนให้เห็นถึงความสำคัญของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และร่วมมือกับกระทรวงอื่นๆ เพื่อแก้ปัญหาร่วมกันอย่างจริงจังมากขึ้น นี่คือเหตุผลที่ขอสงวนคำแปรญัตติปรับลดงบประมาณลง 1% เพื่อให้หน่วยงานได้จัดสรรงบประมาณให้ตรงกับปัญหาจริงๆ ต่อไปในปีงบฯ 2568" นางปทิดา กล่าวทิ้งท้าย