หนุนนโยบายคืนครูสู่ห้องเรียน -สะท้อนปัญหารร.ขนาดเล็ก

หนุนนโยบายคืนครูสู่ห้องเรียน -สะท้อนปัญหารร.ขนาดเล็ก

"สส.กรวีร์" หนุนนโยบายคืนครูสู่ห้องเรียน ตั้งคำถามทำไมไม่มีงบฯ สำหรับจ้างภารโรง พร้อมสะท้อนปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก เสนอ ก.ศึกษาฯ ควรพัฒนาโรงเรียนคุณภาพในระดับอำเภอ ให้เป็นโรงเรียนแม่เหล็ก ดึงโรงเรียนขนาดเล็กสู่การศึกษาที่มีคุณภาพในอนาคต วันที่ 21 มีนาคม 2567 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย อภิปรายมาตรา 24 กระทรวงศึกษาธิการ แปรญัตติปรับลดงบประมาณไว้ 3 % โดยไม่ได้มีเจตนาที่อยากจะไปปรับลดงบประมาณ เพราะรู้ดีว่าหัวใจสําคัญของการพัฒนาประเทศอยู่ที่การศึกษาและอยากที่จะเห็นงบของกระทรวงศึกษาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะตอบโจทย์ของรัฐบาล ตอบโจทย์ของนายกรัฐมนตรี ตอบโจทย์ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่อยากจะให้เรียนดี มีความสุขเกิดขึ้นได้จริง ซึ่งอยากจะสอบถามถึงกรรมาธิการ 2 ประเด็นคือ 1. กรณีมติครม. เห็นชอบให้ยกเลิกเรื่องครูเวร เพื่อหาภารโรงให้ครบทุกโรงเรียน ซึ่งต้องขอบคุณนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ คณะรัฐมนตรีที่ตัดสินใจคืนครูให้กับนักเรียน คืนครูสู่ห้องเรียน และตั้งใจที่จะลดภาระต่างๆ ของครู ซึ่งครูควรที่จะมีหน้าที่สอนหนังสือ ต่อสู้กับความไม่รู้ ต่อสู้กับความเขลาของนักเรียน ไม่ใช่ให้ครูไปต่อสู้กับความสกปรก ต่อสู้กับการตัดหญ้า หรือไปต่อสู้กับการรักษาความปลอดภัยภายในโรงเรียน ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของครู ตนเชื่อว่าในสภาแห่งนี้ทุกคนเห็นตรงกันว่านี่คือนโยบายที่อยากจะให้เกิดขึ้นกับกระทรวงศึกษาธิการ นายกรวีร์ กล่าวว่า นโยบายที่ดีต้องมาพร้อมกับงบประมาณ ซึ่งตนโชคดีที่ได้อยู่ในคณะอนุฯ ที่ดูแลพิจารณางบประมาณของกระทรวงศึกษา จาการดูงบประมาณในชั้นอนุกรรมาธิการไม่มี ซึ่งไปโทษกระทรวงศึกษาไม่ได้ เพราะมติครม. เพิ่งจะออกมาช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ดังนั้นกระทรวงศึกษาฯ จึงไม่ได้ตั้งงบเอาไว้ ซึ่งต้องไปดูว่ากระทรวงศึกษาฯ ต้องการงบเท่าไร โรงเรียนทั้งประเทศไทยที่อยู่ในสังกัดสพฐ. มีอยู่ 28,936 โรงเรียน แต่มีถึง 14,210 โรงเรียนเท่ากับครึ่งหนึ่งที่ไม่มีภารโรง ทางกระทรวงศึกษาตั้งใจว่าจะจ้างภารโรง 5 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ถึงเดือนกันยายน เดือนละ 9,000 บาท รวมเบ็ดเสร็จ 14,210 โรงเรียนใช้เงินเพียง 639 ล้านบาท แต่งบในปี 67 ไม่ได้บรรจุไว้ แต่คําถามในชั้นพิจารณาของกรรมาธิการได้ปรับลดงบไปทั้งสิ้น 9,204 ล้านบาท ก็หวังว่าเรื่องการคืนภารโรง คืนครูสู่ห้องเรียน จะอยู่ในงบประมาณ แต่ปรากฏว่าไม่มี จึงต้องคําถามถึงคณะกรรมาธิการว่าได้พิจารณาเรื่องนี้กันหรือไม่ และงบตรงนี้ไปอยู่ที่ไหน เราจะทําให้นโยบายเหล่านี้เพื่อที่จะคืนครูสู่ห้องเรียนตรงนี้ให้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ประการที่ 2 ผมขอปรับลดเอาไว้ 3% จากงบของกระทรวงศึกษาธิการทั้งหมดที่ตั้งเอาไว้สูงถึ ง 122,500 กว่าล้านบาท ในจำนวนนี้สพฐ. ได้รับงบประมาณไปถึง 66,000 กว่าล้านหรือ 54% ต้องขอขอบคุณนายเอกราช ช่างเหลา ประธานอนุกรรมาธิการ ได้พิจารณาตัดไปจาก 66,000 ล้านบาท ตัดไปแค่ 80 ล้านบาทซึ่งน้อยมาก เพราะเห็นว่าถ้าจะลงทุนกับการสร้างอนาคตของประเทศชาติ มีอย่างเดียวคือ ต้องสร้างลูกหลาน สร้างการศึกษาให้ดี แต่ที่ต้องเสนอปรับลดไว้ เพราะอยากจะมาพูดสะท้อนปัญหาไปยังที่หน่วยงาน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดสรรงบประมาณในปีต่อๆ ไป นายกรวีร์ กล่าวอีกว่า รู้สึกดีใจที่รัฐมนตรีกําหนดแนวนโยบายที่จะสร้างโรงเรียนคุณภาพในระดับอําเภอ ซึ่งโรงเรียนคุณภาพมีอยูถึง 1,800 โรงเรียน และกําลังจะสร้างโรงเรียนคุณภาพเหล่านี้ให้เพิ่มมากขึ้นๆ ในทุกปี เป็นเรื่องที่ดี และควรที่จะได้รับการสนับสนุน แต่โรงเรียนที่อยู่ในสังกัดของ สพฐ. ทั้งประเทศมีอยู่ 28,900 กว่าโรงเรียน มีโรงเรียนคุณภาพวันนี้เพียงแค่ 1,800 โรงเรียน และยิ่งกว่านั้นมีโรงเรียนขนาดเล็กอยู่ 15,000 เราจะไปหวังคุณภาพของการศึกษาของไทยโดยไปฝากความหวังไว้ที่ 1,800 โรงเรียนคงไม่พอ คําถามใหญ่วันนี้ไม่ได้อยู่ที่เพียงแค่จะทําอย่างไรที่จะขยายโรงเรียนคุณภาพให้เกิดมากขึ้นในทั่วประเทศไทย คําถามที่สําคัญต่อกระทรวงศึกษาวันนี้คือจะทําอย่างไรกับ 15,000 โรงเรียนที่มีนักเรียนต่ํากว่า 120 คน บางโรงเรียนที่ จ.อ่างทองมีนักเรียนอยู่ 30-40 คน บางโรงเรียนมีครูอยู่แค่ 2 คน นักการภารโรงไม่มี แล้วเราจะคาดหวังคุณภาพของการศึกษาจากโรงเรียนขนาดเล็กอย่างนี้ได้อย่างไร จึงเป็นเหตุผลที่อยากที่จะสะท้อนปัญหา และอยากที่จะเห็นการจัดสรรงบประมาณที่ไม่ใช่กระจายไปอีก 15,000 กว่าโรงเรียนที่เป็นขนาดเล็ก และถึงเวลาที่ต้องยอมรับความจริงว่าเราไม่มีปัญญา และไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนก็ไม่มีปัญญาที่จะไปเติมเต็มครูให้ครบทุกชั้น หรือเติมเต็มครูทุกสาขาอาชีพให้เต็มกับทุกโรงเรียนอีกหมื่นกว่าโรงเรียนขนาดเล็กให้ทั้งประเทศได้ และที่ต้องพิจารณาปรับลดงบประมาณเอาไว้เพราะอยากที่จะเห็นความกล้าหาญของกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะจัดสรรงบประมาณและหามาตรการที่ชัดเจนที่จะแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กให้ค่อยๆ ลดน้อยลง และทําโรงเรียนคุณภาพในระดับอําเภอให้เป็นโรงเรียนแม่เหล็กที่จะสามารถดึงเอาโรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้ไปสู่การศึกษาที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคต และอยากจะเห็นการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการเป็นงบประมาณ เพื่อลงทุนพัฒนาประเทศไทยในอนาคตจริงๆ นายกรวีร์ กล่าว