
4 เมษายน 2567 เวลา 16:53
ก.พาณิชย์ห่วงใยสุขภาพประชาชน แก้ PM 2.5 ที่ต้นเหตุ
"นภินทร" แจงก.พาณิชย์ห่วงใยสุขภาพประชาชน แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ต้นเหตุไม่ใช่ปลายเหตุ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบตามมา ชี้ ไม่มีอำนาจห้ามนำเข้าข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้าน และผิดข้อตกลง WTO พร้อมเสนอแนวทางแก้ปัญหาให้เกษรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น
วันที่ 4 เมษายน 2567 นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 152 ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงพาณิชย์ว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชน และปัญหาเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่เกิดปัญหามาจาก pm2.5 ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้นำเรื่องเข้าครม.สัญจร ที่จ.พะเยา ว่าจะห้ามนำข้าวโพดจากประเทศเมียนมาเข้าไทยได้หรือไม่ เพราะเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิด pm2.5 ซึ่งมีความเห็นร่วมกันให้กระทรวงพาณิชย์ไปพิจารณาอย่างรอบคอบอีกครั้ง ซึ่งเราต้องมองในทุกด้าน ทุกมิติและทุกประเด็น โดยต้องคำนึงถึงข้อตกลงของ WTO และขัดต่อข้อตกลงในอาเซียนหรือไม่ รวมถึงเข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นหรือไม่ และถ้าห้ามนำเข้าแล้วจะแก้ปัญหาpm2.5 ได้จริงหรือไม่ รวมถึงถ้าใช้อำนาจเช่นนั้นจะเกิดผลกระทบอะไรบ้าง ซึ่งถ้าเราห้ามนำเข้าข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้าน เราต้องห้ามในไทยด้วย ซึ่งในไทยเรายังไม่ได้ห้ามแต่ใช้การขอความร่วมมือ
นายนภินทร กล่าวอีกว่า ถ้าเราไปบังคับประเทศเพื่อนบ้านก็จะผิดหลักของ WTO และ ATIGA
นอกจากจะพิสูจน์ได้ว่า PM2.5 เกิดจากประเทศเพื่อนบ้านเพียงอย่างเดียวไม่ได้เกิดขึ้นในไทย ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นการกีดกันทางการค้า เราต้องยอมรับความจริงว่าPM 2.5 ส่วนหนึ่งเกิดจากไทย จากข้อมูลของจิสด้า ซึ่งดำเนินการโดยกระทรวงอว.เดือนมกราคมเรามีส่วนร่วมการเผาไหม้อยู่ประมาณ 10% เดือนกุมาพันธุ์ 20% เดือนมีนาคม 18% ยังไม่รวมการสันดาบจากรถยนต์ การก่อสร้าง โรงงานในประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยมีส่วนร่วมให้เกิดPM 2.5ไม่น้อยกว่า 20% ขึ้นไป ในขณะที่การเผาไหม้ของเพื่อนบ้าน PM2.5 ไม่ได้เข้าไทยทั้งหมด เข้ามาเพียงบางส่วน ด้วยเหตุผลตรงนี้แสดงให้เห็นว่า ไทยมีส่วนทำให้เกิดPM2.5 ขึ้นไม่น้อยกว่า 50% เคยมีตัวอย่างที่เคยห้ามนำเข้าบุหรี่จากต่างประเทศด้วยเหตุผลว่าบุหรี่ต่างประเทศมีสารที่เป็นพิษมากกว่าบุหรี่ไทย ทำให้ไทยถูกฟ้อง ซึ่ง WTO ตัดสินว่าไทยกีดกันทางการค้า เพราะบุหรี่ไทยก็มีสารทำให้มีอันตรายสุขภาพ ทำให้ไทยถูกตัด GSP
นอกจากนี้ ถ้าเราใช้มาตรการเช่นนี้จะแก้ปัญหาPM 2.5ได้จริงหรือ และถ้าห้ามเมียนมานำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เข้าสู่ไทย เขาก็จะหันไปขายให้จีน และก็ยังเผาอยู่เช่นเดิม เพราะถ้าใช้รถไถกลบซังข้าวโพดก็จะเพิ่มค่าใช้จ่ายไร่ละ 300 บาท ส่วนที่พูดถึงหนังสือรับรองถิ่นกําเนิดสินค้า หรือ Form D ต้องเป็นมติของอาเซียนถึงจะแก้ไขได้ไม่ใช่ไทยเป็นผู้กำหนด และการแก้ไข Form D ไม่ได้เกิดประโยชน์ ส่วนเอกสารอีกฉบับหนึ่งคือ การรับรองสินค้าที่เข้ามามีอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่ที่ออกโดยกระทรวงเกษตร ก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าข้าวโพดนี้เก็บก่อนเผา หรือเก็บแล้วค่อยเผา
"ถ้าเราใช้สีข้างเข้าถู และประกาศห้ามนำเข้าข้าวโพด เราจะถูกโต้ตอบทางการค้าจะเกิดขึ้นได้ ประเทศไทยมีผลไม้ที่กระจายสู่ประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะจีนซึ่งเป็นตลาดหลัก 80% ของทุเรียนเราส่งขายจีน ไทยไม่มีพรมแดนติดกับจีน ต้องผ่านประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าเราใช้สิทธิบางอย่างที่ไม่เป็นธรรม แล้วเขาตอบโต้ทางค้าจะเกิดความเสียหายได้ เราต้องมองให้ครบทุกด้าน" รมช.พาณิชย์กล่าว
นายนภินทร กล่าวอีกว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ต้องใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีหนึ่งประมาณ 8 ล้านตัน เราผลิตได้ 5 ล้านตันต้องนำเข้า กฎหมายเช่นนี้ต้องใช้กับทุกประเทศทั่วโลก อเมริกา ยูเคน บราซิลก็เผา แล้วเราจะเอาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาจากที่ไหน ถ้านำเข้าจากประเทศที่ไกลต้นทุนก็ต้องแพงขึ้น จะทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบ ค่าครองชีพของคนไทยเพิ่มขึ้นทันที
รมช.พาณิชย์ ได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาคือ ต้องทำให้เกษตรกรนั้นมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ให้ยืนอยู่ได้ ทำอย่างไรให้ซังข้าวโพดมีมูลค่า ต้องส่งเสริมเพื่อนบ้านให้เลี้ยงโค เอาซังข้าวโพดมาเป็นอาหาร ส่วนไร่อ้อยทำอย่างไรไม่ให้เกิดการเผา โดยอนุญาตให้ตั้งโรงงานพลังงานชีวมวล ใบอ้อย สามารถเป็นพลังงานต้นทุนของพลังงานชีวมวลได้ไร่หนึ่งประมาณ 2 ตัน เราต้องแก้ปัญหากลับไปที่ต้นเหตุไม่ใช่ปลายเหตุ ควบคู่เกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นสิ่งที่กระทรวงพาณิชย์กำลังทำอยู่ เราห่วงใยสุขภาพประชาชน เพียงแต่การแก้ปัญหาจะทำอย่างไร จะแก้แบบเอาสีข้างเข้าถูก็ทำได้แต่ผลกระทบเกิดขึ้นจำนวนมาก แต่ถ้าแก้แบบห้ามนำเข้าอำนาจเราก็ไม่มีและผิดข้อตกลง เราจึงต้องแก้ภายใต้สิ่งที่เราสามารถทำได้