การประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่…) พ.ศ…. นายภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ได้เป็นตัวแทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสนอร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ว่า เหตุผลในการเสนอร่างนี้ขึ้นมา มีรายละเอียดในบางประเด็นบางเรื่องที่แตกต่างจากอีก 3 ร่างที่เหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแก้ไขในเรื่องของมาตรา 13 ในเรื่องของการชี้ขาดหรือเรื่องของการหาข้อยุติ ตนเชื่อว่าวัตถุประสงค์หลัก ของทุกพรรคการเมืองและทุกร่างเหมือนกันและเห็นถึงข้อจำกัดของกฎหมายประชามติฉบับ พ.ศ. 2564 เหมือนกันนั่นคือการกำหนดมาตรา 13 การหาข้อยุติหรือการหาข้อชี้ขาด กฎหมายกำหนดให้ มีการทำ Double Majority เกณฑ์แรกจะต้องมีประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมดออกมาใช้สิทธิ์ในขั้นที่ 2 จะต้องผ่านเกณฑ์คือจะต้องมีผู้เห็นชอบมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ที่ออกมาใช้สิทธิ์ด้วย นี่คือล็อกที่ยากมากในการที่จะทำให้การทำประชามติเป็นผลสัมฤทธิ์ในทางใดทางหนึ่ง หรือมีผลสัมฤทธิ์เป็นไปในทิศทางบวกกับการทำประชามติในครั้งนั้นเพราะการหาผู้ที่มีความสนใจในประเด็นนั้น ๆ เพื่อที่จะออกมาประชามติเพื่อที่จะแสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น ๆ ต้องผ่านเกณฑ์ถึง 2 ชั้นเป็นเรื่องยาก และฝั่งที่ไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติสามารถที่จะไม่ออกไปใช้สิทธิ์เพื่อทำให้การทำประชามติครั้งนั้นล้มเหลวได้ เราเชื่อว่าทุกคนและทุกภาคการเมืองเห็นพ้องต้องกัน จึงมีวัตถุประสงค์ในการที่จะเสนอร่างนี้ขึ้นมาเพื่อแก้ไขกฎหมายประชามตินี้
ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยแบ่งเป็น 2 ประเด็นคือ ในมาตรา 9 (2) (4) (5) ที่ไม่ค่อยมีความสําคัญอาจจะไม่จําเป็นที่จะต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง แต่เรื่องที่มีความสําคัญเช่น เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญพรรคภูมิใจไทยเขียนเอาไว้อีกแบบหนึ่ง โดยเกณฑ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 9 (1) ที่เขียนไว้คืออยากจะเห็นพี่น้องประชาชนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด ถ้าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งของประเทศนี้มี 52 ล้านคน อยากเห็นผู้มีสิทธิ์ 26 ล้านคนออกมาแสดงความคิดเห็นเป็นอย่างน้อย กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งอันนี้แตกต่างจากกฎหมายเดิมที่ทําเป็นล็อกสองชั้น 52 ล้านคนจะผ่านทําประชามติต้องมีผู้มาใช้สิทธิ์ 26 ล้านและจะต้องมีเสียงถึง 13 ล้านเสียงถึงจะผ่านประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญได้
นายภราดร กล่าวว่า สําหรับร่างของพรรคภูมิใจไทยปลดล็อกมาหนึ่งชั้นคือ ชั้นแรก 52 ล้านเสียงกึ่งหนึ่งของ 52 ล้านเสียงคือ 26 ล้านเสียงยังคงให้มีอยู่ แต่ชั้นที่สองกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ์คือ 13 ล้านเสียง ไม่จําเป็นต้องถึง 13 ล้านเสียงเป็นเพียงแค่เสียงข้างมาก ซึ่งแตกต่างจากทั้ง 3 ร่าง เหตุใดจึงจําเป็นต้องกําหนดเอาไว้แบบนี้ในส่วนของมาตรา 9 (1)ในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญทุกฉบับจากนี้จะต้องมีการทําประชามติเพื่อขอฉันทามติจากพี่น้องประชาชน เมื่อทําประชามติมา เช่นฉบับปี 2560 ทําประชามติมีผู้ที่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้หลาย 10 ล้านคนแต่ในกรณีถ้าหากว่าเราจะมีการทําประชามติในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2562 แล้วมีผู้มาใช้สิทธิ์ในวันนั้นเพียงแค่ 1 ล้านคนถือว่าเป็นจํานวนน้อยมาก 1 ล้านคนถ้าหากว่าเราใช้ร่างของเพื่อไทยและก้าวไกล ผู้มาใช้สิทธิ์1 ล้านคนและเห็นชอบที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญตามร่างของก้าวไกล 500,000 คนก็สามารถที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือว่าความไม่น่าเชื่อถือของการทําประชามติ
เราจึงเห็นว่าควรที่จะต้องมีล็อกชั้นแรกคือกึ่งหนึ่งของผู้
มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งประเทศมาแสดงความคิดเห็นเพื่อที่จะเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ของประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนประเด็นอื่นที่รัฐบาลหรือสภา หรือประชาชนจะขอให้มีการทําประชามติก็ใช้เพียงเสียงข้างมากเท่านั้นอันนี้คือความแตกต่างของร่างของพรรคภูมิใจไทย ทั้งนี้ไม่ขัดข้องหากว่าในชั้นกรรมาธิการจะไปปลดล็อกหรือมีการลดเกณฑ์ในการที่จะให้ผ่านในชั้นแรกลดลงจากกึ่งหนึ่งเหลือ 1 ใน 3 หรือมีเกณฑ์อย่างอื่นที่เหมาะสม เพราะเชื่อว่าวัตถุประสงค์หลักของการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ก็เพื่อให้การทําประชามติสามารถที่จะบรรลุผลในบั้นปลายได้ นี่คือเหตุผลหลักที่พรรคภูมิใจไทยได้เสนอ
นายภราดรกล่าวอีกว่า ส่วนในเรื่องของวันที่จะมีการใช้สิทธิ์เสนอให้ไปใช้สิทธิ์ในวันที่มีการเลือกตั้งสส.หรือเลือกตั้งท้องถิ่น เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณต่อไป

18 มิถุนายน 2567 เวลา 13:42
ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง
พรรคภูมิใจไทย เห็นต่างร่างออกเสียงประชามติ เสนอใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แทนการใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ์ พร้อมให้ไปใช้สิทธิ์ในวันที่มีการเลือกตั้ง สส. หรือเลือกตั้งท้องถิ่น เพื่อประหยัดงบประมาณ
การประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่…) พ.ศ…. นายภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ได้เป็นตัวแทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสนอร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ว่า เหตุผลในการเสนอร่างนี้ขึ้นมา มีรายละเอียดในบางประเด็นบางเรื่องที่แตกต่างจากอีก 3 ร่างที่เหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแก้ไขในเรื่องของมาตรา 13 ในเรื่องของการชี้ขาดหรือเรื่องของการหาข้อยุติ ตนเชื่อว่าวัตถุประสงค์หลัก ของทุกพรรคการเมืองและทุกร่างเหมือนกันและเห็นถึงข้อจำกัดของกฎหมายประชามติฉบับ พ.ศ. 2564 เหมือนกันนั่นคือการกำหนดมาตรา 13 การหาข้อยุติหรือการหาข้อชี้ขาด กฎหมายกำหนดให้ มีการทำ Double Majority เกณฑ์แรกจะต้องมีประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมดออกมาใช้สิทธิ์ในขั้นที่ 2 จะต้องผ่านเกณฑ์คือจะต้องมีผู้เห็นชอบมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ที่ออกมาใช้สิทธิ์ด้วย นี่คือล็อกที่ยากมากในการที่จะทำให้การทำประชามติเป็นผลสัมฤทธิ์ในทางใดทางหนึ่ง หรือมีผลสัมฤทธิ์เป็นไปในทิศทางบวกกับการทำประชามติในครั้งนั้นเพราะการหาผู้ที่มีความสนใจในประเด็นนั้น ๆ เพื่อที่จะออกมาประชามติเพื่อที่จะแสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น ๆ ต้องผ่านเกณฑ์ถึง 2 ชั้นเป็นเรื่องยาก และฝั่งที่ไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติสามารถที่จะไม่ออกไปใช้สิทธิ์เพื่อทำให้การทำประชามติครั้งนั้นล้มเหลวได้ เราเชื่อว่าทุกคนและทุกภาคการเมืองเห็นพ้องต้องกัน จึงมีวัตถุประสงค์ในการที่จะเสนอร่างนี้ขึ้นมาเพื่อแก้ไขกฎหมายประชามตินี้
ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยแบ่งเป็น 2 ประเด็นคือ ในมาตรา 9 (2) (4) (5) ที่ไม่ค่อยมีความสําคัญอาจจะไม่จําเป็นที่จะต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง แต่เรื่องที่มีความสําคัญเช่น เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญพรรคภูมิใจไทยเขียนเอาไว้อีกแบบหนึ่ง โดยเกณฑ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 9 (1) ที่เขียนไว้คืออยากจะเห็นพี่น้องประชาชนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด ถ้าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งของประเทศนี้มี 52 ล้านคน อยากเห็นผู้มีสิทธิ์ 26 ล้านคนออกมาแสดงความคิดเห็นเป็นอย่างน้อย กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งอันนี้แตกต่างจากกฎหมายเดิมที่ทําเป็นล็อกสองชั้น 52 ล้านคนจะผ่านทําประชามติต้องมีผู้มาใช้สิทธิ์ 26 ล้านและจะต้องมีเสียงถึง 13 ล้านเสียงถึงจะผ่านประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญได้
นายภราดร กล่าวว่า สําหรับร่างของพรรคภูมิใจไทยปลดล็อกมาหนึ่งชั้นคือ ชั้นแรก 52 ล้านเสียงกึ่งหนึ่งของ 52 ล้านเสียงคือ 26 ล้านเสียงยังคงให้มีอยู่ แต่ชั้นที่สองกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ์คือ 13 ล้านเสียง ไม่จําเป็นต้องถึง 13 ล้านเสียงเป็นเพียงแค่เสียงข้างมาก ซึ่งแตกต่างจากทั้ง 3 ร่าง เหตุใดจึงจําเป็นต้องกําหนดเอาไว้แบบนี้ในส่วนของมาตรา 9 (1)ในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญทุกฉบับจากนี้จะต้องมีการทําประชามติเพื่อขอฉันทามติจากพี่น้องประชาชน เมื่อทําประชามติมา เช่นฉบับปี 2560 ทําประชามติมีผู้ที่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้หลาย 10 ล้านคนแต่ในกรณีถ้าหากว่าเราจะมีการทําประชามติในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2562 แล้วมีผู้มาใช้สิทธิ์ในวันนั้นเพียงแค่ 1 ล้านคนถือว่าเป็นจํานวนน้อยมาก 1 ล้านคนถ้าหากว่าเราใช้ร่างของเพื่อไทยและก้าวไกล ผู้มาใช้สิทธิ์1 ล้านคนและเห็นชอบที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญตามร่างของก้าวไกล 500,000 คนก็สามารถที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือว่าความไม่น่าเชื่อถือของการทําประชามติ
เราจึงเห็นว่าควรที่จะต้องมีล็อกชั้นแรกคือกึ่งหนึ่งของผู้
มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งประเทศมาแสดงความคิดเห็นเพื่อที่จะเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ของประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนประเด็นอื่นที่รัฐบาลหรือสภา หรือประชาชนจะขอให้มีการทําประชามติก็ใช้เพียงเสียงข้างมากเท่านั้นอันนี้คือความแตกต่างของร่างของพรรคภูมิใจไทย ทั้งนี้ไม่ขัดข้องหากว่าในชั้นกรรมาธิการจะไปปลดล็อกหรือมีการลดเกณฑ์ในการที่จะให้ผ่านในชั้นแรกลดลงจากกึ่งหนึ่งเหลือ 1 ใน 3 หรือมีเกณฑ์อย่างอื่นที่เหมาะสม เพราะเชื่อว่าวัตถุประสงค์หลักของการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ก็เพื่อให้การทําประชามติสามารถที่จะบรรลุผลในบั้นปลายได้ นี่คือเหตุผลหลักที่พรรคภูมิใจไทยได้เสนอ
นายภราดรกล่าวอีกว่า ส่วนในเรื่องของวันที่จะมีการใช้สิทธิ์เสนอให้ไปใช้สิทธิ์ในวันที่มีการเลือกตั้งสส.หรือเลือกตั้งท้องถิ่น เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณต่อไป
การประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่…) พ.ศ…. นายภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ได้เป็นตัวแทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสนอร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ว่า เหตุผลในการเสนอร่างนี้ขึ้นมา มีรายละเอียดในบางประเด็นบางเรื่องที่แตกต่างจากอีก 3 ร่างที่เหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแก้ไขในเรื่องของมาตรา 13 ในเรื่องของการชี้ขาดหรือเรื่องของการหาข้อยุติ ตนเชื่อว่าวัตถุประสงค์หลัก ของทุกพรรคการเมืองและทุกร่างเหมือนกันและเห็นถึงข้อจำกัดของกฎหมายประชามติฉบับ พ.ศ. 2564 เหมือนกันนั่นคือการกำหนดมาตรา 13 การหาข้อยุติหรือการหาข้อชี้ขาด กฎหมายกำหนดให้ มีการทำ Double Majority เกณฑ์แรกจะต้องมีประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมดออกมาใช้สิทธิ์ในขั้นที่ 2 จะต้องผ่านเกณฑ์คือจะต้องมีผู้เห็นชอบมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ที่ออกมาใช้สิทธิ์ด้วย นี่คือล็อกที่ยากมากในการที่จะทำให้การทำประชามติเป็นผลสัมฤทธิ์ในทางใดทางหนึ่ง หรือมีผลสัมฤทธิ์เป็นไปในทิศทางบวกกับการทำประชามติในครั้งนั้นเพราะการหาผู้ที่มีความสนใจในประเด็นนั้น ๆ เพื่อที่จะออกมาประชามติเพื่อที่จะแสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น ๆ ต้องผ่านเกณฑ์ถึง 2 ชั้นเป็นเรื่องยาก และฝั่งที่ไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติสามารถที่จะไม่ออกไปใช้สิทธิ์เพื่อทำให้การทำประชามติครั้งนั้นล้มเหลวได้ เราเชื่อว่าทุกคนและทุกภาคการเมืองเห็นพ้องต้องกัน จึงมีวัตถุประสงค์ในการที่จะเสนอร่างนี้ขึ้นมาเพื่อแก้ไขกฎหมายประชามตินี้
ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยแบ่งเป็น 2 ประเด็นคือ ในมาตรา 9 (2) (4) (5) ที่ไม่ค่อยมีความสําคัญอาจจะไม่จําเป็นที่จะต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง แต่เรื่องที่มีความสําคัญเช่น เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญพรรคภูมิใจไทยเขียนเอาไว้อีกแบบหนึ่ง โดยเกณฑ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 9 (1) ที่เขียนไว้คืออยากจะเห็นพี่น้องประชาชนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด ถ้าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งของประเทศนี้มี 52 ล้านคน อยากเห็นผู้มีสิทธิ์ 26 ล้านคนออกมาแสดงความคิดเห็นเป็นอย่างน้อย กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งอันนี้แตกต่างจากกฎหมายเดิมที่ทําเป็นล็อกสองชั้น 52 ล้านคนจะผ่านทําประชามติต้องมีผู้มาใช้สิทธิ์ 26 ล้านและจะต้องมีเสียงถึง 13 ล้านเสียงถึงจะผ่านประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญได้
นายภราดร กล่าวว่า สําหรับร่างของพรรคภูมิใจไทยปลดล็อกมาหนึ่งชั้นคือ ชั้นแรก 52 ล้านเสียงกึ่งหนึ่งของ 52 ล้านเสียงคือ 26 ล้านเสียงยังคงให้มีอยู่ แต่ชั้นที่สองกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ์คือ 13 ล้านเสียง ไม่จําเป็นต้องถึง 13 ล้านเสียงเป็นเพียงแค่เสียงข้างมาก ซึ่งแตกต่างจากทั้ง 3 ร่าง เหตุใดจึงจําเป็นต้องกําหนดเอาไว้แบบนี้ในส่วนของมาตรา 9 (1)ในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญทุกฉบับจากนี้จะต้องมีการทําประชามติเพื่อขอฉันทามติจากพี่น้องประชาชน เมื่อทําประชามติมา เช่นฉบับปี 2560 ทําประชามติมีผู้ที่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้หลาย 10 ล้านคนแต่ในกรณีถ้าหากว่าเราจะมีการทําประชามติในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2562 แล้วมีผู้มาใช้สิทธิ์ในวันนั้นเพียงแค่ 1 ล้านคนถือว่าเป็นจํานวนน้อยมาก 1 ล้านคนถ้าหากว่าเราใช้ร่างของเพื่อไทยและก้าวไกล ผู้มาใช้สิทธิ์1 ล้านคนและเห็นชอบที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญตามร่างของก้าวไกล 500,000 คนก็สามารถที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือว่าความไม่น่าเชื่อถือของการทําประชามติ
เราจึงเห็นว่าควรที่จะต้องมีล็อกชั้นแรกคือกึ่งหนึ่งของผู้
มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งประเทศมาแสดงความคิดเห็นเพื่อที่จะเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ของประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนประเด็นอื่นที่รัฐบาลหรือสภา หรือประชาชนจะขอให้มีการทําประชามติก็ใช้เพียงเสียงข้างมากเท่านั้นอันนี้คือความแตกต่างของร่างของพรรคภูมิใจไทย ทั้งนี้ไม่ขัดข้องหากว่าในชั้นกรรมาธิการจะไปปลดล็อกหรือมีการลดเกณฑ์ในการที่จะให้ผ่านในชั้นแรกลดลงจากกึ่งหนึ่งเหลือ 1 ใน 3 หรือมีเกณฑ์อย่างอื่นที่เหมาะสม เพราะเชื่อว่าวัตถุประสงค์หลักของการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ก็เพื่อให้การทําประชามติสามารถที่จะบรรลุผลในบั้นปลายได้ นี่คือเหตุผลหลักที่พรรคภูมิใจไทยได้เสนอ
นายภราดรกล่าวอีกว่า ส่วนในเรื่องของวันที่จะมีการใช้สิทธิ์เสนอให้ไปใช้สิทธิ์ในวันที่มีการเลือกตั้งสส.หรือเลือกตั้งท้องถิ่น เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณต่อไป