นายโสภณ ซารัมย์ ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย เสนอรายงานผลการพิจารณาศึกษา แนวทางการจัดการศึกษาสําหรับเด็กที่ไม่มีทะเบียนราษฎร์ หรือไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งคณะกรรมาธิการการศึกษา พิจารณาเสร็จแล้ว โดยระบุว่า เนื่องจากในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 3 ครั้งที่ 22 สภาผู้แทนราษฎร มีมติให้ กรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาแนวทางการจัดการศึกษาสําหรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานในทะเบียนราษฎร์ หรือไม่มีสัญชาติ โดยส่งมอบให้คณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้ดำเนินการ
.
“จากการที่เราได้เชิญส่วนราชการทั้งส่วนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น กระทรวงมหาดไทยกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และได้ลงพื้นที่ในการที่จะรับฟังความคิดเห็นและศึกษาปัญหาของเด็กชายขอบชายแดนไม่ว่าจะเป็นเชียงรายหรือนราธิวาสและในจังหวัดอื่นๆ เราได้ข้อสรุป จากข้อมูลที่ส่วนราชการได้ประมาณการว่าในขณะนี้เรามีเด็กที่อาศัยอยู่ในที่เราเรียกว่าเด็กหัวG หรือเด็กG coad อยู่ประมาณ 300,000 กว่าคน เป็นเด็กที่ได้รับรหัส G coad ประมาณ 100,000 คน” นายโสภณ กล่าว
.
นายโสภณ กล่าวว่า ส่วนอีก 200,000 คน เท่าที่กรรมาธิการได้ศึกษาแล้ว ไปลงพื้นที่หาข้อมูล จะพบว่าเด็กส่วนนี้จะเป็นเด็กชายขอบ ไม่ว่าจะเป็นเด็กทางชายแดน อาจในประเทศเพื่อนบ้านของเรา ที่ข้ามไป ข้ามมา การศึกษาในครั้งนี้นอกจากที่เราได้รับฟังความคิดเห็นของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ในการที่จะจัดการศึกษา ให้การศึกษาตามหลักมนุษยธรรม และให้รับเด็กเหล่านี้ได้รหัส G coad เพื่อเด็กเหล่านี้จะได้รับการดูแล ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา หรือการสาธารณสุข คณะกรรมาธิการได้ใช้เวลาในการศึกษาหาข้อมูลจนได้ข้อสรุป ทําเป็นรายงานเสนอต่อสภา
.
ต่อมานายโสภณ ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมในข้อซักถาม ว่า เรื่องที่จะให้เด็กได้รับการจัดการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่ไร้สัญชาติ ไร้รัฐ หรือไม่มีทะเบียนราษฎร์ แนวทางของคณะกรรมาธิการการศึกษา เราศึกษาสองแนวทาง 1.ให้รัฐได้ช่วยเหลือตามหลักสิทธิมนุษยชน 2.แนวทางที่รัฐจะต้องดําเนินการคือตามหลักกฎหมาย
.
“ทํายังไงจะสู่การปฏิบัติได้ในสังคมประเทศไทย หรือในวงการศึกษาที่กําลังกล่าวขวัญ คือตัวเลขที่เด็กจํานวน 1,020,000 คน ออกจากระบบการศึกษา เป็นเด็กจํานวนเหล่านี้ด้วย ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่จะต้องเสาะแสวงหา ส่วนจะมีประชากรที่ทั้งหมดไม่มีสัญชาติที่อยู่ในประเทศไทยที่ไม่ได้รับการศึกษาในนี้ประมาณ 300,000 คน ทําไมต้องใช้คําว่าประมาณ เพราะเด็กเหล่านี้จะข้ามระหว่างประเทศไป ส่วนที่มีรหัสแล้ว คีย์โค้ดแล้วประมาณ 100,000 คน ที่จะตอบคําถามต่อไปว่าทําไมจะได้สัญชาติเราอยู่ในข้อสังเกตแล้ว ว่าทําอย่างไรจึงจะได้สัญชาติ ขั้นตอนระยะเวลาต่างๆ เข้าใจว่าการนับเวลาที่จะให้หน่วยงานไปปฏิบัติ คือนับตั้งแต่ทราบรายงาน แต่ว่าถ้านับตั้งแต่ยื่นรายงาน เหลือเวลาอีกไม่มาก เป็นเรื่องที่ไม่สามารถที่จะทําได้ ส่วนเด็กที่ข้ามจากประเทศเพื่อนบ้านมา อายุ 14 ปีพึ่งเข้ามาเรียนป.1 ฉะนั้นเป็นเรื่องขบวนการจัดการ ว่าเราจะเอาเด็กที่ต่างอายุมาเรียนร่วมกันแล้วให้เกิดความปลอดภัยอย่างไร จะเรียนร่วมกับนักเรียนทั่วไป”นายโสภณ กล่าว
.
นายโสภณ กล่าวว่า ส่วนการจัดการศึกษาของไทย ในขณะที่พรรคภูมิใจไทย ได้กํากับดูแลกระทรวงศึกษาธิการอยู่ เรามีนโยบายที่คณะกรรมาธิการ ร่วมกันที่จะจัดการศึกษาให้ครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่เร่ร่อน หรือไม่ว่าจะเป็นเด็กที่ไม่มีสัญชาติ หรือเป็นเด็กที่ไร้ทะเบียนราษฎร์ เป็นเรื่องที่เราจะต้องเอ็กซเรย์จํานวนประชากร แล้วนํามาสู่กระบวนการจัดการ ที่สมาชิกได้ให้คําแนะนําซึ่งเป็นประโยชน์ หวังว่ารัฐบาลจะได้รับข้อสังเกตุเหล่านั้นไปดําเนินการต่อไป

18 กรกฎาคม 2567 เวลา 19:19
โสภณ เสนอ รายงาน “เด็กหัวG” แก้ปัญหา มนุษยธรรม การศึกษา สาธารณสุข
นายโสภณ ซารัมย์ ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย เสนอรายงานผลการพิจารณาศึกษา แนวทางการจัดการศึกษาสําหรับเด็กที่ไม่มีทะเบียนราษฎร์ หรือไม่มีสัญชาติไทย ซึ่งคณะกรรมาธิการการศึกษา พิจารณาเสร็จแล้ว โดยระบุว่า เนื่องจากในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 3 ครั้งที่ 22 สภาผู้แทนราษฎร มีมติให้ กรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาแนวทางการจัดการศึกษาสําหรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานในทะเบียนราษฎร์ หรือไม่มีสัญชาติ โดยส่งมอบให้คณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้ดำเนินการ
.
“จากการที่เราได้เชิญส่วนราชการทั้งส่วนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น กระทรวงมหาดไทยกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และได้ลงพื้นที่ในการที่จะรับฟังความคิดเห็นและศึกษาปัญหาของเด็กชายขอบชายแดนไม่ว่าจะเป็นเชียงรายหรือนราธิวาสและในจังหวัดอื่นๆ เราได้ข้อสรุป จากข้อมูลที่ส่วนราชการได้ประมาณการว่าในขณะนี้เรามีเด็กที่อาศัยอยู่ในที่เราเรียกว่าเด็กหัวG หรือเด็กG coad อยู่ประมาณ 300,000 กว่าคน เป็นเด็กที่ได้รับรหัส G coad ประมาณ 100,000 คน” นายโสภณ กล่าว
.
นายโสภณ กล่าวว่า ส่วนอีก 200,000 คน เท่าที่กรรมาธิการได้ศึกษาแล้ว ไปลงพื้นที่หาข้อมูล จะพบว่าเด็กส่วนนี้จะเป็นเด็กชายขอบ ไม่ว่าจะเป็นเด็กทางชายแดน อาจในประเทศเพื่อนบ้านของเรา ที่ข้ามไป ข้ามมา การศึกษาในครั้งนี้นอกจากที่เราได้รับฟังความคิดเห็นของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ในการที่จะจัดการศึกษา ให้การศึกษาตามหลักมนุษยธรรม และให้รับเด็กเหล่านี้ได้รหัส G coad เพื่อเด็กเหล่านี้จะได้รับการดูแล ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา หรือการสาธารณสุข คณะกรรมาธิการได้ใช้เวลาในการศึกษาหาข้อมูลจนได้ข้อสรุป ทําเป็นรายงานเสนอต่อสภา
.
ต่อมานายโสภณ ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมในข้อซักถาม ว่า เรื่องที่จะให้เด็กได้รับการจัดการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่ไร้สัญชาติ ไร้รัฐ หรือไม่มีทะเบียนราษฎร์ แนวทางของคณะกรรมาธิการการศึกษา เราศึกษาสองแนวทาง 1.ให้รัฐได้ช่วยเหลือตามหลักสิทธิมนุษยชน 2.แนวทางที่รัฐจะต้องดําเนินการคือตามหลักกฎหมาย
.
“ทํายังไงจะสู่การปฏิบัติได้ในสังคมประเทศไทย หรือในวงการศึกษาที่กําลังกล่าวขวัญ คือตัวเลขที่เด็กจํานวน 1,020,000 คน ออกจากระบบการศึกษา เป็นเด็กจํานวนเหล่านี้ด้วย ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่จะต้องเสาะแสวงหา ส่วนจะมีประชากรที่ทั้งหมดไม่มีสัญชาติที่อยู่ในประเทศไทยที่ไม่ได้รับการศึกษาในนี้ประมาณ 300,000 คน ทําไมต้องใช้คําว่าประมาณ เพราะเด็กเหล่านี้จะข้ามระหว่างประเทศไป ส่วนที่มีรหัสแล้ว คีย์โค้ดแล้วประมาณ 100,000 คน ที่จะตอบคําถามต่อไปว่าทําไมจะได้สัญชาติเราอยู่ในข้อสังเกตแล้ว ว่าทําอย่างไรจึงจะได้สัญชาติ ขั้นตอนระยะเวลาต่างๆ เข้าใจว่าการนับเวลาที่จะให้หน่วยงานไปปฏิบัติ คือนับตั้งแต่ทราบรายงาน แต่ว่าถ้านับตั้งแต่ยื่นรายงาน เหลือเวลาอีกไม่มาก เป็นเรื่องที่ไม่สามารถที่จะทําได้ ส่วนเด็กที่ข้ามจากประเทศเพื่อนบ้านมา อายุ 14 ปีพึ่งเข้ามาเรียนป.1 ฉะนั้นเป็นเรื่องขบวนการจัดการ ว่าเราจะเอาเด็กที่ต่างอายุมาเรียนร่วมกันแล้วให้เกิดความปลอดภัยอย่างไร จะเรียนร่วมกับนักเรียนทั่วไป”นายโสภณ กล่าว
.
นายโสภณ กล่าวว่า ส่วนการจัดการศึกษาของไทย ในขณะที่พรรคภูมิใจไทย ได้กํากับดูแลกระทรวงศึกษาธิการอยู่ เรามีนโยบายที่คณะกรรมาธิการ ร่วมกันที่จะจัดการศึกษาให้ครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่เร่ร่อน หรือไม่ว่าจะเป็นเด็กที่ไม่มีสัญชาติ หรือเป็นเด็กที่ไร้ทะเบียนราษฎร์ เป็นเรื่องที่เราจะต้องเอ็กซเรย์จํานวนประชากร แล้วนํามาสู่กระบวนการจัดการ ที่สมาชิกได้ให้คําแนะนําซึ่งเป็นประโยชน์ หวังว่ารัฐบาลจะได้รับข้อสังเกตุเหล่านั้นไปดําเนินการต่อไป