“สฤษฏ์พงษ์” หนุน ร่างพ.ร.บ. อํานาจเรียก ของ กมธ.สภาฯ และวุฒิสภา

“สฤษฏ์พงษ์” หนุน ร่างพ.ร.บ. อํานาจเรียก ของ กมธ.สภาฯ และวุฒิสภา

“สฤษฏ์พงษ์” หนุน ร่างพ.ร.บ. อํานาจเรียก ของ กมธ.สภาฯ และวุฒิสภา มีความจําเป็นที่จะต้องแก้ไขให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ 2560 ผ่านไปยังสํานักงานเลขาสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา 24 กรกฎาคม 2567 นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ เขต 3 พรรคภูมิใจไทย เสนอร่างพระราชบัญญัติอํานาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาฯ ฉบับ พ.ศ. ..... ด้วยหลักการและเหตุผล ในหลักการเพื่อปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยคําสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เหตุผลโดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ม.129 กําหนดให้คณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา มีอํานาจเรียกเอกสารจากบุคคลใดหรือ เรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความเห็นในกิจการที่กระทํา หรือในเรื่องที่พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาอยู่นั้นได้ และกําหนดผลบังคับทางกฎหมายเป็นมาตรการเชิงบังคับ โดยให้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีที่รับผิดชอบในกิจการที่คณะกรรมาธิการสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาที่จะต้องสั่งการให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัด หรือในกํากับให้ข้อเท็จจริง ส่งเอกสารหรือแสดงความเห็นตามที่คณะกรรมาธิการเรียก ซึ่งเปลี่ยนแปลงหลักการและสาระสําคัญเกี่ยวกับอํานาจของคณะกรรมาธิการที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ดังนั้น เพื่อเป็นการดําเนินกิจการในการสนับสนุนการดําเนินงานของรัฐสภาตามหน้าที่ และอํานาจของคณะกรรมาธิการ มีกลไก และผลบังคับทางกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับหลักการ และสาระสําคัญเกี่ยวกับหน้าที่ และอํานาจของคณะกรรมาธิการในกิจการที่กระทําหรือในการสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใดตามที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 . นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เดิมนั้นคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎร 35 คณะ เชื่อว่า วันนี้ในส่วนของคณะกรรมาธิการไม่ว่าจะเป็นตัวกรรมาธิการ สส. และประธานกรรมาธิการเอง จะเห็นได้ว่าการเชิญหนังสือถึงหน่วยงานราชการ ไม่ว่าจะเป็นรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน หรือองค์กรใดนั้น ไม่ค่อยให้ความสําคัญในเรื่องของเอกสารหนังสือเชิญ และบางคนมาบ้าง ไม่มาบ้าง บางครั้งกรรมาธิการมีความจําเป็นที่จะต้องเชิญปลัดกระทรวง อธิบดี แต่ปรากฏว่าให้ตําแหน่งผอ. สํานักงานมาชี้แจงแทน โดยหลักการกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎร และของวุฒิสภานั้น มีหน้าที่ บทบาทสําคัญมากในการปฏิบัติหน้าที่ในภารกิจของฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ละชุดเราตั้งขึ้นมาโดยมติของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ทําหน้าที่คู่ขนานกับฝ่ายบริหาร แต่ละครั้งในการประชุมมีทั้งเบี้ยเลี้ยง ค่าอาหาร มีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นการที่รับเรื่องร้องเรียนก็ดี หรือสอบหาข้อเท็จจริง แล้วก็เชิญหน่วยงานราชการ หรือที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงนั้น แต่ปรากฏว่าไม่ได้รับความร่วมมือ และไม่ให้ความสําคัญเลย สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ในเรื่องของการเปลืองงบประมาณ และความล่าช้าในเรื่องของการดําเนินการแก้ปัญหาในเชิงของฝ่ายนิติบัญญัติ . ในสมัยที่ผ่านมาก่อนมีการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งได้ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยพระราชบัญญัติคําสั่งเรียก และคณะกรรมาธิการในส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาพ.ศ. 2554 ในมาตรา 5 มาตรา 8 มาตรา 13 ที่เกี่ยวข้อง แต่ในขณะนั้น ในเรื่องของอํานาจกรรมาธิการเป็นข้อความที่ใช้คําว่า “คําสั่งเรียก” ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 แต่ในปัจจุบันนี้มีรัฐธรรมนูญ 2560 เพราะฉะนั้นในส่วนของการใช้อํานาจเรียก จึงไม่สอดคล้อง แต่ในขณะนี้มีการแก้ไขเป็น “ให้อํานาจเรียก” ไม่ใช่ “คําสั่งเรียก” เพราะฉะนั้นในอดีตในเรื่องของข้าราชการหรือบุคคลที่มาชี้แจง ถ้าในกรณีไม่มาโดยไม่มีเหตุผลอันควร มีโทษความผิดทางอาญาด้วยตามกระบวนการขั้นตอน สรุปว่าในอดีตนั้น ถ้าเปรียบเสมือน ยักษ์ก็มีกระบอง เป็นครูก็มีไม้เรียวในการที่จะให้บทลงโทษในกรณีไม่ให้ความร่วมมือ ในส่วนของราชการฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ในขณะนี้เมื่อความไม่สอดคล้องของรัฐธรรมนูญกับพ.ร.บ. ฉบับปี 2554 เปลี่ยนไป โดยเปลี่ยนคําว่า “เป็นอํานาจเรียก” เพราะฉะนั้นในวันนี้จําเป็นที่จะต้องแก้ไขเพื่อที่จะให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญปี 60 ทั้งนี้นายสฤษ์พงษ์ ได้ขอบคุณสมาชิกที่ลงนามเห็นด้วย ไม่ว่าจะเป็นทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน ก็มีความเห็นเช่นเดียวกัน . อย่างไรก็ตาม นายสฤษฏ์พงษ์ และคณะ ที่เสนอการแก้ร่าง พ.ร.บ. คําสั่งเรียกนี้ มิได้หมายความว่า เราจะมีมาตรการกําหนดที่จะไปเล่นงานราชการ หรือหน่วยงานที่ขอเชิญมาแล้วไม่มา ไม่ใช่เพื่อที่จะปรารถนาที่จะให้มีโทษขั้นรุนแรง แต่ปรารถนาที่จะให้มีมาตรการทางกฎหมายที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่เขียนเอาไว้ ในกรณีคาดการณ์ที่มีความจําเป็นที่จะต้องได้รับข้อมูลจากชั้นปลัดกระทรวง ชั้นรัฐมนตรี แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีก็ตาม ก็จะต้องมอบหมายให้บุคคลที่มีความเข้าใจ และรู้ข้อมูลในส่วนที่คณะกรรมาธิการต้องการอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นในเมื่อมีการปฏิเสธและต้องการที่จะไม่ให้ความร่วมมือคณะกรรมาธิการ อย่างน้อยก็ต้องมีอํานาจในเรื่องของการที่จะจัดการกับบุคคลที่ปฏิเสธ เช่น ในส่วนราชการนั้นอาจจะมีมาตรการในเรื่องของทางวินัย ในทางวินัยที่จะต้องเอาผิด อาจจะต้องมีหนังสือตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนทางวินัย แต่ถ้าในกรณีเป็นนักการเมือง หรือบุคคลที่มีกฎหมายอื่น เช่นในเรื่องของจริยธรรมทางการเมือง ก็อาจจะต้องใช้ในเรื่องของรูปแบบจริยธรรมทางการเมืองเข้าไปที่จะตรวจสอบเพื่อที่จะก่อให้เกิดความเท่าเทียม . นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวอีกว่า ถ้ามีโอกาสในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดว่าด้วยในฝ่ายนิติบัญญัติ คงจะต้องไปทบทวนออกแบบโครงสร้างในเรื่องของการประหยัดงบประมาณในเรื่องของอํานาจเรียก แม้กระทั่งในเรื่องของงบประมาณของประเทศก็ตาม งบประมาณผ่านสภาผู้แทนราษฎร ผ่านวุฒิสภา แต่ด้วยหลักการทั่วไปแล้วกระทรวง ทบวง กรมแม้กระทั่งสภาผู้แทนราษฎรเราจัดสรรงบประมาณภายใต้กรอบสํานักงบประมาณ ในขณะที่เราเป็นผู้อนุมัติด้วย สิ่งเหล่านี้ถึงเวลาที่จะได้ทบทวน ข้อบังคับระเบียบต่างๆ เพื่อที่จะยกระดับให้อํานาจกรรมาธิการให้มีความศักดิ์สิทธิ์ ทําแล้วให้บรรลุมรรคผล ในเรื่องของพี่น้องประชาชนที่เข้ามาร้องเรียน ทั้งนี้เห็นว่าการร่างพระราชบัญญัติคําสั่งเรียก อํานาจเรียก ของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภานั้น มีความจําเป็นอย่างยิ่งในการที่จะต้องแก้ไขให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และต้องขอความรบกวนไปยังสํานักงานเลขาวุฒิสภา ในการที่จะเข้ามาร่วมในการแสดงความคิดเห็นในกรณีมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในครั้งนี้ด้วย นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง กล่าวทิ้งท้าย