นางปทิดา ตันติรัตนานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุรินทร์ เขต 8 พรรคภูมิใจไทย อภิปรายร่างพระราชบัญญัติอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. .... ทั้ง 3 ร่าง ว่า "Congress in session is Congress on public exhibition, whilst Congress in its committee-rooms is Congress at work." สภาในที่ประชุมคือนิทรรศการที่สภาจัดไว้ให้คนชม ขณะที่สภาในห้องกรรมาธิการคือสภาที่ทํางานจริง นี่เป็นวาทะของ Woodrow Wilson ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 28 ได้กล่าวเอาไว้ ซึ่งระหว่างวาระการประชุมในแต่ละสมัย นอกจากการอภิปราย กระทู้ถาม และหาคําตอบในห้องประชุมแห่งนี้แล้ว สภาฯ ยังมีคณะกรรมาธิการสามัญ 35 คณะ ที่ทํางานเกี่ยวกับกฎหมาย รับเรื่องร้องทุกข์ ติดตามตรวจสอบประเมินผลการทํางานบุคลากร ข้าราชการ ในห้องประชุมย่อย และคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ตั้งขึ้นในวาระต่างๆ ที่ได้ประชุมมาเกือบปีแล้ว ทุกท่านในที่ประชุมแห่งนี้ที่ผ่านการทํางานในคณะกรรมาธิการคงจะประสบปัญหาคล้ายกันไม่ได้ข้อมูลที่ต้องการ หรือไม่ได้รับการตอบสนองจากหน่วยงานที่คณะกรรมาธิการเชิญ หรือร้องขอ หรือเรียกมาให้ข้อมูลเพื่อสอบหาข้อเท็จจริงตามอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ
นางปทิดากล่าวว่า ในฐานะกรรมาธิการของคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ หลายครั้งที่เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเข้ามาชี้แจง จะมีการมอบอํานาจมอบแล้วมอบอีก มอบจนไม่แน่ใจว่าคนที่เข้ามาจะสามารถตัดสินใจหรือให้คําตอบกับคณะกรรมาธิการในปัญหานั้นได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะภาครัฐทําให้คณะกรรมาธิการไม่ได้รับคําตอบ หรือความคืบหน้าใดๆ จากหน่วยงานนั้น ส่งผลให้พี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ไม่ได้รับการตอบสนองที่ดีเมื่อมาร้องเรียนกับสภาทําให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาเห็นว่าสภาแห่งนี้ไม่อาจเป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชนได้ เป็นสิ่งหนึ่งที่ทําให้ความเชื่อถือในระบอบประชาธิปไตยของไทยอ่อนแอลง พร้อมยกตัวอย่างกรณีปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนใน ต.กาบเชิง อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ได้มาตัดพ้อว่าไม่มาแล้วสภาผู้แทนราษฎร มาก็ช่วยอะไรไม่ได้ ฟังแล้วก็รู้สึกท้อใจไม่น้อย ทั้งที่ควรจะมีความศักดิ์สิทธิ์บังคับใช้ได้ ไม่เหมือนกรณีการลอบสังหารอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ที่คณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เรียกผู้อํานวยการหน่วยสืบราชการลับแห่งสหรัฐอเมริกาเข้าสอบสวน จนในที่สุดต้องลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ หรือกรณีการละเมิดกฎล็อกดาวน์ของนายกรัฐมนตรีอังกฤษ บอริส จอห์นสัน ที่ต้องลาออกไป
นางปทิดา กล่าวอีกว่า ในรัฐธรรมนูญ 2560 ได้เปลี่ยนแปลงสาระสําคัญของรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 เป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยที่ 17/2563 บางมาตราของพ.ร.บ.คําสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ขัดรัฐธรรมนูญ ดังนั้นสภาจึงจําเป็นต้องมีกฎหมายใหม่ เพื่อให้อํานาจเรียกตามรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการมีผลบังคับใช้จริง โดยที่ผู้มาให้ข้อมูลตามอํานาจเรียกนี้ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ สามารถตัดสินใจ ตามที่คณะกรรมาธิการเรียกมาชี้แจงได้ ทั้งนี้พระราชบัญญัติที่จะตราขึ้นมาใหม่จําเป็นต้องกําหนดให้ข้าราชการ พนักงานเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายตลอดจนนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี มีความรับผิดชอบตรวจสอบได้ ยึดโยงกับรัฐสภาที่เป็นตัวแทนของประชาชน ตามหลักประชาธิปไตยที่สภาพึงมีอํานาจสูงสุด ซึ่งร่างพระราชบัญญัติอํานาจเรียกที่ตราขึ้นมาใหม่ และนําเข้ามาพิจารณาทั้ง 3 ร่างมีบทบัญญัติกําหนดไว้คล้ายกัน การรับร่างนี้จะช่วยให้เป็นสภาที่ทํางานจริง ทําให้ผู้มีอํานาจบริหารงานถูกตรวจสอบรับผิดชอบโดยผู้แทนของประชาชนและช่วยสร้างความเชื่อถือของประชาชนที่มีต่อสภาในระบอบประชาธิปไตยต่อไปด้วย

24 กรกฎาคม 2567 เวลา 19:36
หนุนร่างพ.ร.บ.อำนาจเรียกของ กมธ.เป็นเครื่องมือสำคัญ ช่วยสภาทำงานได้จริง
"ปทิดา" หนุนร่างพ.ร.บ.อำนาจเรียกของ กมธ.เป็นเครื่องมือสำคัญ ช่วยสภาทำงานได้จริง ผู้มีอำนาจถูกตรวจสอบ สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน
นางปทิดา ตันติรัตนานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุรินทร์ เขต 8 พรรคภูมิใจไทย อภิปรายร่างพระราชบัญญัติอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. .... ทั้ง 3 ร่าง ว่า "Congress in session is Congress on public exhibition, whilst Congress in its committee-rooms is Congress at work." สภาในที่ประชุมคือนิทรรศการที่สภาจัดไว้ให้คนชม ขณะที่สภาในห้องกรรมาธิการคือสภาที่ทํางานจริง นี่เป็นวาทะของ Woodrow Wilson ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 28 ได้กล่าวเอาไว้ ซึ่งระหว่างวาระการประชุมในแต่ละสมัย นอกจากการอภิปราย กระทู้ถาม และหาคําตอบในห้องประชุมแห่งนี้แล้ว สภาฯ ยังมีคณะกรรมาธิการสามัญ 35 คณะ ที่ทํางานเกี่ยวกับกฎหมาย รับเรื่องร้องทุกข์ ติดตามตรวจสอบประเมินผลการทํางานบุคลากร ข้าราชการ ในห้องประชุมย่อย และคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ตั้งขึ้นในวาระต่างๆ ที่ได้ประชุมมาเกือบปีแล้ว ทุกท่านในที่ประชุมแห่งนี้ที่ผ่านการทํางานในคณะกรรมาธิการคงจะประสบปัญหาคล้ายกันไม่ได้ข้อมูลที่ต้องการ หรือไม่ได้รับการตอบสนองจากหน่วยงานที่คณะกรรมาธิการเชิญ หรือร้องขอ หรือเรียกมาให้ข้อมูลเพื่อสอบหาข้อเท็จจริงตามอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ
นางปทิดากล่าวว่า ในฐานะกรรมาธิการของคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ หลายครั้งที่เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเข้ามาชี้แจง จะมีการมอบอํานาจมอบแล้วมอบอีก มอบจนไม่แน่ใจว่าคนที่เข้ามาจะสามารถตัดสินใจหรือให้คําตอบกับคณะกรรมาธิการในปัญหานั้นได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะภาครัฐทําให้คณะกรรมาธิการไม่ได้รับคําตอบ หรือความคืบหน้าใดๆ จากหน่วยงานนั้น ส่งผลให้พี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ไม่ได้รับการตอบสนองที่ดีเมื่อมาร้องเรียนกับสภาทําให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาเห็นว่าสภาแห่งนี้ไม่อาจเป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชนได้ เป็นสิ่งหนึ่งที่ทําให้ความเชื่อถือในระบอบประชาธิปไตยของไทยอ่อนแอลง พร้อมยกตัวอย่างกรณีปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนใน ต.กาบเชิง อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ได้มาตัดพ้อว่าไม่มาแล้วสภาผู้แทนราษฎร มาก็ช่วยอะไรไม่ได้ ฟังแล้วก็รู้สึกท้อใจไม่น้อย ทั้งที่ควรจะมีความศักดิ์สิทธิ์บังคับใช้ได้ ไม่เหมือนกรณีการลอบสังหารอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ที่คณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เรียกผู้อํานวยการหน่วยสืบราชการลับแห่งสหรัฐอเมริกาเข้าสอบสวน จนในที่สุดต้องลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ หรือกรณีการละเมิดกฎล็อกดาวน์ของนายกรัฐมนตรีอังกฤษ บอริส จอห์นสัน ที่ต้องลาออกไป
นางปทิดา กล่าวอีกว่า ในรัฐธรรมนูญ 2560 ได้เปลี่ยนแปลงสาระสําคัญของรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 เป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยที่ 17/2563 บางมาตราของพ.ร.บ.คําสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ขัดรัฐธรรมนูญ ดังนั้นสภาจึงจําเป็นต้องมีกฎหมายใหม่ เพื่อให้อํานาจเรียกตามรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการมีผลบังคับใช้จริง โดยที่ผู้มาให้ข้อมูลตามอํานาจเรียกนี้ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ สามารถตัดสินใจ ตามที่คณะกรรมาธิการเรียกมาชี้แจงได้ ทั้งนี้พระราชบัญญัติที่จะตราขึ้นมาใหม่จําเป็นต้องกําหนดให้ข้าราชการ พนักงานเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายตลอดจนนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี มีความรับผิดชอบตรวจสอบได้ ยึดโยงกับรัฐสภาที่เป็นตัวแทนของประชาชน ตามหลักประชาธิปไตยที่สภาพึงมีอํานาจสูงสุด ซึ่งร่างพระราชบัญญัติอํานาจเรียกที่ตราขึ้นมาใหม่ และนําเข้ามาพิจารณาทั้ง 3 ร่างมีบทบัญญัติกําหนดไว้คล้ายกัน การรับร่างนี้จะช่วยให้เป็นสภาที่ทํางานจริง ทําให้ผู้มีอํานาจบริหารงานถูกตรวจสอบรับผิดชอบโดยผู้แทนของประชาชนและช่วยสร้างความเชื่อถือของประชาชนที่มีต่อสภาในระบอบประชาธิปไตยต่อไปด้วย
นางปทิดา ตันติรัตนานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุรินทร์ เขต 8 พรรคภูมิใจไทย อภิปรายร่างพระราชบัญญัติอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. .... ทั้ง 3 ร่าง ว่า "Congress in session is Congress on public exhibition, whilst Congress in its committee-rooms is Congress at work." สภาในที่ประชุมคือนิทรรศการที่สภาจัดไว้ให้คนชม ขณะที่สภาในห้องกรรมาธิการคือสภาที่ทํางานจริง นี่เป็นวาทะของ Woodrow Wilson ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 28 ได้กล่าวเอาไว้ ซึ่งระหว่างวาระการประชุมในแต่ละสมัย นอกจากการอภิปราย กระทู้ถาม และหาคําตอบในห้องประชุมแห่งนี้แล้ว สภาฯ ยังมีคณะกรรมาธิการสามัญ 35 คณะ ที่ทํางานเกี่ยวกับกฎหมาย รับเรื่องร้องทุกข์ ติดตามตรวจสอบประเมินผลการทํางานบุคลากร ข้าราชการ ในห้องประชุมย่อย และคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ตั้งขึ้นในวาระต่างๆ ที่ได้ประชุมมาเกือบปีแล้ว ทุกท่านในที่ประชุมแห่งนี้ที่ผ่านการทํางานในคณะกรรมาธิการคงจะประสบปัญหาคล้ายกันไม่ได้ข้อมูลที่ต้องการ หรือไม่ได้รับการตอบสนองจากหน่วยงานที่คณะกรรมาธิการเชิญ หรือร้องขอ หรือเรียกมาให้ข้อมูลเพื่อสอบหาข้อเท็จจริงตามอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ
นางปทิดากล่าวว่า ในฐานะกรรมาธิการของคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ หลายครั้งที่เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเข้ามาชี้แจง จะมีการมอบอํานาจมอบแล้วมอบอีก มอบจนไม่แน่ใจว่าคนที่เข้ามาจะสามารถตัดสินใจหรือให้คําตอบกับคณะกรรมาธิการในปัญหานั้นได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะภาครัฐทําให้คณะกรรมาธิการไม่ได้รับคําตอบ หรือความคืบหน้าใดๆ จากหน่วยงานนั้น ส่งผลให้พี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ไม่ได้รับการตอบสนองที่ดีเมื่อมาร้องเรียนกับสภาทําให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาเห็นว่าสภาแห่งนี้ไม่อาจเป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชนได้ เป็นสิ่งหนึ่งที่ทําให้ความเชื่อถือในระบอบประชาธิปไตยของไทยอ่อนแอลง พร้อมยกตัวอย่างกรณีปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนใน ต.กาบเชิง อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ได้มาตัดพ้อว่าไม่มาแล้วสภาผู้แทนราษฎร มาก็ช่วยอะไรไม่ได้ ฟังแล้วก็รู้สึกท้อใจไม่น้อย ทั้งที่ควรจะมีความศักดิ์สิทธิ์บังคับใช้ได้ ไม่เหมือนกรณีการลอบสังหารอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ที่คณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เรียกผู้อํานวยการหน่วยสืบราชการลับแห่งสหรัฐอเมริกาเข้าสอบสวน จนในที่สุดต้องลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ หรือกรณีการละเมิดกฎล็อกดาวน์ของนายกรัฐมนตรีอังกฤษ บอริส จอห์นสัน ที่ต้องลาออกไป
นางปทิดา กล่าวอีกว่า ในรัฐธรรมนูญ 2560 ได้เปลี่ยนแปลงสาระสําคัญของรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 เป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยที่ 17/2563 บางมาตราของพ.ร.บ.คําสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ขัดรัฐธรรมนูญ ดังนั้นสภาจึงจําเป็นต้องมีกฎหมายใหม่ เพื่อให้อํานาจเรียกตามรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการมีผลบังคับใช้จริง โดยที่ผู้มาให้ข้อมูลตามอํานาจเรียกนี้ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ สามารถตัดสินใจ ตามที่คณะกรรมาธิการเรียกมาชี้แจงได้ ทั้งนี้พระราชบัญญัติที่จะตราขึ้นมาใหม่จําเป็นต้องกําหนดให้ข้าราชการ พนักงานเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายตลอดจนนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี มีความรับผิดชอบตรวจสอบได้ ยึดโยงกับรัฐสภาที่เป็นตัวแทนของประชาชน ตามหลักประชาธิปไตยที่สภาพึงมีอํานาจสูงสุด ซึ่งร่างพระราชบัญญัติอํานาจเรียกที่ตราขึ้นมาใหม่ และนําเข้ามาพิจารณาทั้ง 3 ร่างมีบทบัญญัติกําหนดไว้คล้ายกัน การรับร่างนี้จะช่วยให้เป็นสภาที่ทํางานจริง ทําให้ผู้มีอํานาจบริหารงานถูกตรวจสอบรับผิดชอบโดยผู้แทนของประชาชนและช่วยสร้างความเชื่อถือของประชาชนที่มีต่อสภาในระบอบประชาธิปไตยต่อไปด้วย