นางสาวตวงทิพย์ จินตะเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย อภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาว่า เนื่องจากในปัจจุบันนี้การกระทําความผิดทางเพศมีหลายรูปแบบเป็นการกระทําต่อบุคคลทุกเพศ ทุกวัย ซึ่งเป็นการกระทําที่ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อร่างกายและจิตใจของผู้ถูกกระทํา สร้างรอยแผลเป็นตราบาปไปตลอดชีวิต ดังนั้นจึงเห็นสมควรแก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามของคําว่า "กระทําชําเรา" เพื่อให้ครอบคลุมการกระทําความผิดในพฤติการณ์ต่างๆ ให้มีความหลากหลาย เพิ่มบทลงโทษให้หนักขึ้น เนื่องจากปัจจุบันนี้ปัญหาการคุกคามทางเพศ ล่วงละเมิดทางเพศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เพราะในปัจจุบันกฎหมายมีบทลงโทษเพียงเล็กน้อย ทําให้ผู้กระทําความผิดไม่เกรงกลัว จึงควรปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่ทุกวันนี้สังคมเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วทั้งด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่ก็เปรียบเสมือนดาบสองคมที่มีการเข้าถึงเรื่องทางเพศได้ง่ายดาย อาจทําให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ เกิดความรุนแรงในครอบครัวซึ่งเห็นจากข่าวแทบทุกวัน ทั้งการทําร้ายร่างกายของสามีภรรยา พ่อเลี้ยงข่มขืนลูกเลี้ยง บางกรณีหนักถึงขั้นเสียชีวิต และที่หนักกว่านั้นคือมีการกระทําความผิดซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย
นางสาวตวงทิพย์ กล่าวว่า ปัจจุบันเหยื่อจากการคุกคามทางเพศไม่ได้มีเฉพาะเพศหญิง แต่เกิดขึ้นกับทุกเพศ ทุกวัย ทั้งในสถานที่สาธารณะ สถานศึกษา ที่ทํางานอีก และเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย ปัจจุบันเหยื่อมีจํานวนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่สามารถดําเนินคดีได้ เพียงแค่เรียกไปตักเตือนเท่านั้น และที่น่าแปลกใจคือสังคมส่วนหนึ่งกลับมองว่าพฤติกรรมคุกคามทางเพศเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือเป็นเรื่องปกติ ทำให้ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข จึงเห็นว่าการร่างกฎหมายเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศเป็นอีกหนึ่งวิธีในการป้องปรามพฤติกรรมคุกคามทางเพศส่งผลให้กฎหมายที่เกี่ยวข้องมีความชัดเจนและสามารถคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลเกี่ยวกับเรื่องเพศได้มากขึ้น
"การกระทําชําเรา กระทําอนาจารและคุกคามทางเพศเป็นภัยต่อความปลอดภัย สวัสดิภาพและอนาคตของคนในสังคมระยะยาว การกําหนดโทษจึงควรให้มีความสอดคล้องต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่ออย่างเอาจริงเอาจัง และควรกําหนดความรับผิดชอบของผู้กระทําความผิดโดยเฉพาะการเยียวยาเหยื่อไม่ว่าจะเป็นทางด้านร่างกาย หรือจิตใจ หรือการรักษาพยาบาล ซึ่งต้องใช้ระยะเวลา ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องใกล้ตัว บางครั้งผู้กระทําความผิดกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ ส่วนผู้ถูกกระทําไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อีกเลย ถ้าเรายังปล่อยปละละเลยหรือบทลงโทษไม่หนักเท่าที่ควร ส่งผลให้ผู้กระทําความผิดไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายจะเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมและสร้างปัญหาต่างๆ ตามมาในอนาคตอีกมากมาย" นางสาวตวงทิพย์ กล่าว

24 กรกฎาคม 2567 เวลา 20:53
"ตวงทิพย์" หนุนเพิ่มโทษหนัก คุ้มครองเหยื่อถูกล่วงละเมิดทางเพศ เสนอแก้ไขนิยาม "กระทำชำเรา" ให้ครอบคลุม
นางสาวตวงทิพย์ จินตะเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย อภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาว่า เนื่องจากในปัจจุบันนี้การกระทําความผิดทางเพศมีหลายรูปแบบเป็นการกระทําต่อบุคคลทุกเพศ ทุกวัย ซึ่งเป็นการกระทําที่ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อร่างกายและจิตใจของผู้ถูกกระทํา สร้างรอยแผลเป็นตราบาปไปตลอดชีวิต ดังนั้นจึงเห็นสมควรแก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามของคําว่า "กระทําชําเรา" เพื่อให้ครอบคลุมการกระทําความผิดในพฤติการณ์ต่างๆ ให้มีความหลากหลาย เพิ่มบทลงโทษให้หนักขึ้น เนื่องจากปัจจุบันนี้ปัญหาการคุกคามทางเพศ ล่วงละเมิดทางเพศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เพราะในปัจจุบันกฎหมายมีบทลงโทษเพียงเล็กน้อย ทําให้ผู้กระทําความผิดไม่เกรงกลัว จึงควรปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่ทุกวันนี้สังคมเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วทั้งด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่ก็เปรียบเสมือนดาบสองคมที่มีการเข้าถึงเรื่องทางเพศได้ง่ายดาย อาจทําให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ เกิดความรุนแรงในครอบครัวซึ่งเห็นจากข่าวแทบทุกวัน ทั้งการทําร้ายร่างกายของสามีภรรยา พ่อเลี้ยงข่มขืนลูกเลี้ยง บางกรณีหนักถึงขั้นเสียชีวิต และที่หนักกว่านั้นคือมีการกระทําความผิดซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย
นางสาวตวงทิพย์ กล่าวว่า ปัจจุบันเหยื่อจากการคุกคามทางเพศไม่ได้มีเฉพาะเพศหญิง แต่เกิดขึ้นกับทุกเพศ ทุกวัย ทั้งในสถานที่สาธารณะ สถานศึกษา ที่ทํางานอีก และเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย ปัจจุบันเหยื่อมีจํานวนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่สามารถดําเนินคดีได้ เพียงแค่เรียกไปตักเตือนเท่านั้น และที่น่าแปลกใจคือสังคมส่วนหนึ่งกลับมองว่าพฤติกรรมคุกคามทางเพศเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือเป็นเรื่องปกติ ทำให้ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข จึงเห็นว่าการร่างกฎหมายเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศเป็นอีกหนึ่งวิธีในการป้องปรามพฤติกรรมคุกคามทางเพศส่งผลให้กฎหมายที่เกี่ยวข้องมีความชัดเจนและสามารถคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลเกี่ยวกับเรื่องเพศได้มากขึ้น
"การกระทําชําเรา กระทําอนาจารและคุกคามทางเพศเป็นภัยต่อความปลอดภัย สวัสดิภาพและอนาคตของคนในสังคมระยะยาว การกําหนดโทษจึงควรให้มีความสอดคล้องต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่ออย่างเอาจริงเอาจัง และควรกําหนดความรับผิดชอบของผู้กระทําความผิดโดยเฉพาะการเยียวยาเหยื่อไม่ว่าจะเป็นทางด้านร่างกาย หรือจิตใจ หรือการรักษาพยาบาล ซึ่งต้องใช้ระยะเวลา ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องใกล้ตัว บางครั้งผู้กระทําความผิดกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ ส่วนผู้ถูกกระทําไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อีกเลย ถ้าเรายังปล่อยปละละเลยหรือบทลงโทษไม่หนักเท่าที่ควร ส่งผลให้ผู้กระทําความผิดไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายจะเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมและสร้างปัญหาต่างๆ ตามมาในอนาคตอีกมากมาย" นางสาวตวงทิพย์ กล่าว