“สฤษดิ์” เสนอ รบ.  ตั้งกมธ.พิจารณา ศึกษาปัญหาการดูแลเด็ก  ผู้สูงอายุ ผู้พิการ

“สฤษดิ์” เสนอ รบ. ตั้งกมธ.พิจารณา ศึกษาปัญหาการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ

“สฤษดิ์” เสนอ รบ. ตั้งกมธ.พิจารณา ศึกษาปัญหาการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ อย่างจริงจัง แนะ ควรจับมือกันทุกภาคส่วน 1 สิงหาคม 2567 นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สส.นักพัฒนาแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน จ.ปราจีนบุรี เขต 3 พรรคภูมิใจไทย ร่วมเสนอญัตติ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ เช่นเดียวกับผู้เสนอญัตติร่วมๆ กันไป โดยนายสฤษดิ์ กล่าวว่า ปัญหาทุกวันนี้เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าเป็นปัญหาสังคม ซึ่งจริงๆ รัฐบาลได้รับรู้ว่าปัญหาตอนนี้มีผู้สูงวัยอยู่ 25 % จะก้าวเข้าสู่ 30% ของจํานวนประชากร 66 ล้านคนโดยเฉพาะในเขตพื้นที่ที่เป็นชุมชนเขตเมืองแล้ว ประชากรที่มีผู้สูงอายุเกิน 60 เป็นจํานวนมาก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพเศรษฐกิจโดยที่ประเทศหรือโลกของเราเน้นการแข่งขันทางด้านภาคอุตสาหกรรม เร่งสร้างความเจริญเติบโตทางด้านเทคโนโลยีต่างๆ และโครงสร้างประชากรก็เริ่มจะเปลี่ยน ซึ่งปัญหาเหล่านี้รัฐบาลน่าจะกําหนดเป็นวาระแห่งชาติได้แล้ว เพราะเห็นอยู่แล้วว่าประชากรของประเทศไทยไม่ใช่แค่เฉพาะผู้สูงวัยมากขึ้น แต่เด็กเกิดน้อยลง และปัญหาต่อไปก็คือปัญหาแรงงานที่คาดกันว่าแรงงานจะลดลงไปเรื่อยๆ ประชากรใน 5 ปี จากปี 62 ถึงปี 66 ลดลงถึง 500,000 คน จาก 66 ล้านคนถ้าเป็นอย่างนี้ ตัวเลขบอกชี้ชัดเลยว่า อีกไม่เกิน 50 ปี จะเหลือ 30 กว่าล้านคน แล้วอะไรจะเกิดขึ้น สาเหตุ จากการที่ก่อนหน้านี้ที่ได้มีการพูดถึงเรื่องคุมกำเนิด กำเนินก็ได้ผลจริงๆ ประชากรเกิดน้อยลง การศึกษาผู้หญิงยิ่งมีการศึกษามากเท่าไหร่ความคิด ความก้าวหน้าในสังคมก็มากยิ่งขึ้น ก็อยากจะก้าวหน้าในสังคมเทียบเท่าเทียมกัน การจะมีบุตรก็คิดมากขึ้นทําให้ปริมาณของการมีลูกน้อยลงไปเรื่อยๆ โดยค่าใช้จ่ายเศรษฐกิจ ปัญหาสังคมมากขึ้น ผลกระทบเกิดแน่นอน คือแรงงาน ผู้สูงอายุมากขึ้น เด็กเกิดน้อยลง แรงงานจริงที่เห็นกระทบไปตลอดทุกอย่างในค่าใช้จ่าย สส.สฤษดิ์ กล่าวต่อว่า จากการที่นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่ได้เน้นย้ำถึงการตั้งอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนสวัสดิการภาครัฐ ที่เรากําลังเร่งถึงปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเด็กที่ตั้งแต่แรกเกิดจน 6 ขวบ จริงๆ ตอนที่เราให้แค่ 2 ล้านคน จากประชากร 4 ล้านคน คนละ 600 บาท ความจริงแล้วน่าจะปรับเป็น 2,000 เพื่อเอื้อให้กับผู้ที่อยากจะมีบุตร ลดภาระลงตรงนี้ไป ไปตั้งศูนย์เด็กเล็ก ผู้สูงวัยก็เช่นเดียวกัน 60-80 อาจจะมีการให้อย่างเป็นมาตรฐานถึง 1,000 บาท ให้ผู้พิการ การดูแลสิ่งเหล่านี้ โดยรัฐบาลควรจะนำเป็นวาระแห่งชาติ แล้วแยกประเด็นให้ชัดๆ ว่าเราจะแก้ไขปัญหาอย่างไร โดยการบูรณาการทุกหน่วยงาน “ โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ซึ่งองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ผมอยากให้เข้ามาจับมือร่วมกันกับ พม. โดย พม. อาจเป็นเจ้าภาพก็ได้ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาก็เช่นเดียวกัน วันนี้เด็กลดลงๆ โรงเรียนขนาดเล็กก็มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันงบประมาณก็เพิ่มขึ้น จะเอาอย่างไรกันแน่กับในเรื่องเหล่านี้ อยากให้รัฐบาลใส่ใจ มองดูถึงความจำเป็น เป็นวาระที่จะต้องนํายกขึ้นมาเป็นประเด็นในการบูรณาการ แล้วดึงภาคต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วม “ อย่างไรก็ตาม นายสฤษดิ์ ยังได้กล่าวนําเสนอโมเดลที่เรียกว่าทฤษฎีสามเหลี่ยม ซึ่งภาครัฐ มีองคาพยพที่พร้อมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกระทรวง ทบวง กรม องค์การบริหารท้องถิ่น รพ.สต. แต่วันนี้เราลืมภาคสังคมไป ซึ่งเรามีภาคสังคมที่แข็งแรง ถ้าเราช่วยกัน ไม่ว่าจะเป็นโครงการ CSR เราดึงมาและให้การสนับสนุน ภาคประชาชนก็เช่นเดียวกัน เพราะปัญหาเหล่านี้ไม่มีทางที่รัฐบาลจะแก้ปัญหาได้ด้วยตัวของตัวเอง “ ถ้ากระทรวงมหาดไทยดูแลเด็ก แล้วให้ชาวบ้านหรือที่มีศักยภาพพอรับเลี้ยงหรือดูแลเป็นเบบี้แคร์ แต่ละบ้าน แต่ละหมู่บ้าน จะเกิดสังคมที่อบอุ่น เหมือนแคร์ อีโคโนมี สังคมเอื้ออาทร ใช่ มันต้องมีค่าจ้าง แต่ถ้าทุกแบบอย่าง ทุกหลักการ และเหตุผลเรามาร่วมมือกัน สังคมก็จะเกิดความเอื้ออาทรเป็นแนวทาง “ ทั้งนี้ นายสฤษดิ์ ได้กล่าวฝากประธานสภาผ่านไปยังรัฐบาลให้นำเรื่องของคนมาเป็นภาระที่จริงจัง ถ้าไม่มีคนเกิด อะไรก็ไม่สามารถที่จะพัฒนาไปได้ โดยเฉพาะวันนี้ด้วยระบบของ AI ได้มีการนำเข้ามาใช้งานมากขึ้น ถ้าสังคมเป็นอยู่อย่างนี้เชื่อว่าประเทศไทยจะเหลือได้อย่างไรถ้าไม่มีประชาชน อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะตั้งกรรมาธิการวิสามัญ หรือส่งเรื่องนี้ไปยังคณะกรรมการเด็กและเยาวชน หรือสตรี จึงอยากจะบอกว่า ญัตตินี้เป็นญัตติขนาดใหญ่ เป็นวาระแห่งชาติ รัฐบาลควรจะใส่ใจนํามาพิจารณา ไม่ใช่แค่กรรมาธิการนี้เท่านั้น ควรจะให้เอามาเป็นวาระแห่งชาติ มิฉะนั้นแล้วมองว่ามันสายไป ถ้าไม่ทําอะไรเลย