“สฤษฏ์พงษ์”  ยื่นทบทวน ตั้งกมธ.วิสามัญ แก้ปัญหาอัตราการเกิด

“สฤษฏ์พงษ์” ยื่นทบทวน ตั้งกมธ.วิสามัญ แก้ปัญหาอัตราการเกิด

“สฤษฏ์พงษ์” ยื่นทบทวน ตั้งกมธ.วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาอัตราการเกิด และคุณภาพของประชากรในอนาคตให้มั่นคงและยั่งยืน ย้ำ อัตราการเกิดน้อยลง สังคมสูงอายุมากขึ้น รัฐควรเร่งพิจารณา เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2567 นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย ได้มีการเสนอญัตติ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาอัตราการเกิด และคุณภาพของประชากรในอนาคตให้มั่นคงและยั่งยืน ซึ่งได้เสนอไปเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 ผ่านไปครึ่งปีแล้ว และด้วยญัตติที่ใกล้เคียงกันกับที่เสนอในวันนี้ จึงได้นำมาเสนออีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่า ด้วยปัจจุบันปัญหาอัตราการเกิดที่มีแนวโน้มที่ลดลงเป็นวาระสำคัญที่นานาชาติต่างให้ความสำคัญ โดยคาดว่าผลจากสัดส่วนประชากรที่เปลี่ยนไปจะส่งผลกระทบต่อประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ไปพร้อมกับการเคลื่อนเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่กําลังเผชิญกับปัญหานี้เช่นกัน เนื่องจากพบว่าในปี 2564 ที่ผ่านมานั้น ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีอัตราการตายมากกว่าอัตราการเกิด ปัญหาที่พบคือโครงสร้างประชากรของคนไทยเกิดการบิดเบี้ยว ประชากรเข้าสู่วัยผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 20 ของอัตราการเกิดใหม่น้อยมาก โดยอัตราการเกิดที่เหมาะสมคือ สอง 2.1 คน ต่อประชากรแสนคน แต่ปัจจุบันพบว่าอัตราการเกิดอยู่ที่ 1.6 คนต่อประชากรแสนคน หมายความว่า ในหนึ่งปีมีจํานวนการเกิดที่น้อยกว่า 50,000 ถึง 60,000 คน ในขณะเดียวกันปัจจัยที่สําคัญอีกประการหนึ่งคือ ทัศนคติของเจเนอเรชันที่จะนําไปสู่การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรและ โครงสร้างของครอบครัวสําหรับ Gen X, Gen Y และ Gen z คือการที่บุคคลมีเป้าหมายในชีวิตลําดับท้าย ในอนาคตประชากรรุ่นใหม่จะเพิ่มมากขึ้น มีค่านิยมแต่งงานที่ช้าลง และน้อยลงด้วย และจะอยู่ครองโสดมากขึ้น นานขึ้น ที่สําคัญมีลูกไม่ใช่เป้าหมายลําดับต้นๆ ของคนรุ่นใหม่ จึงส่งผลต่ออัตราการเจริญพันธุ์ที่ลดลงในอนาคต และมีแนวโน้มที่ประชากรรุ่นใหม่จะเป็นผู้สูงอายุที่อยู่ลําพัง ไม่มีบุตรหลานพึ่งพิง ส่งผลกระทบให้ในอนาคตจะเกิดปัญหาทางด้านแรงงาน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การแบกรับสังคมสูงวัย และอีกมากมาย ทั้งนี้นอกจากจะต้องแสวงหาแนวทางที่ทําให้เด็กเกิดขึ้นมาแล้ว รัฐจะต้องมีระบบรองรับเพื่อให้เด็กที่เกิดมามีคุณภาพที่ดี เป็นทรัพยากรมนุษย์ของประเทศชาติที่มีคุณภาพ และไม่ส่งผลกระทบต่อการบริหารประเทศในการแก้ปัญหาที่เรื้อรัง และในที่สุดก็เป็นการแก้ปัญหาที่ยากขึ้น นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวอีกว่า เพื่อแสวงหาความร่วมมือหาทางออกจึงได้รวบรวมเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรัฐบาล เพื่อเป็นแนวทางให้การจัดทําร่างกฎหมายมอบหมายหน่วยงานที่รับผิดชอบในระยะยาวต่อไป จึงขอเสนอญัตติดังกล่าวมาเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาอัตราการเกิด และคุณภาพของประชากรในอนาคตให้มั่นคง และยั่งยืน ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2062 ข้อ 49 “ วันนี้ถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐบาลจะต้องทบทวนในเรื่องของอาชีพบางอาชีพ ที่จะต้องขยายอายุเกษียณจาก 60 ปี เป็น 63 ปี หรือ 65 ปี ตามความเหมาะสมของอาชีพ และการประเมินในเรื่องของสุขภาพ ซึ่งหน่วยงานที่ทํามาก่อนหน้านั้น เช่นสํานักงานอัยการสูงสุด ศาล ฯลฯ ขยายฐานในเรื่องของการเกษียณอายุมานานพอสมควรแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จะมีผลกระทบในเรื่องของค่าครองชีพ ค่าดูแล ค่าลงทุนในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานในด้านสาธารณสุขของประเทศ เป็นไปได้ไหมว่าในส่วนของการกระจายอํานาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาล อย่าง อบต. เทศบาลเมือง เทศบาลนคร อบจ. ให้ไปดูแลในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จะต้องมีปัจจัย “ “ สิ่งเหล่านี้เป็นวาระแห่งชาติจริงๆ ถ้าในกรณีมีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาขึ้นมา และรวมทั้ง 4-5 ญัตติในวันนี้ จึงขอฝากว่า อย่าเร่งรีบในเรื่องของการที่จะดําเนินการให้แล้วเสร็จ แต่ขอให้ทุกหน่วยงานเชิญผู้รู้ไปดูในประเทศต่างๆ ที่เขาศึกษ าแล้วนําผลการวิจัยออกมาและมีคุณภาพจริงๆ ไม่มีอะไรในประเทศในโลกนี้ที่มีความสําคัญมากไปกว่าทรัพยากรมนุษย์ในประเทศนั้น ทรัพยากรมนุษย์เป็นเรื่องสําคัญที่เราต้องเร่งดําเนินการในเรื่องของการวางแผนชีวิต วางแผนครอบครัว วางแผนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในประเทศไทยต่อไป ” นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวท้ายที่สุด