"ซาการียา" หนุนญัตติน้ำท่วม แนะเร่งแก้ภัยพิบัติ ด้วยเทคโนโลยี

"ซาการียา" หนุนญัตติน้ำท่วม แนะเร่งแก้ภัยพิบัติ ด้วยเทคโนโลยี

“ซาการียา” หนุน 4 ญัตติน้ำท่วม แนะรัฐ เร่งแก้ปัญหาภัยพิบัติธรรมชาติด้วยเทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลมากที่สุด พร้อมทวงความคืบหน้าการเยียวยาน้ำท่วม 3 จังหวัดภาคใต้ . วันที่ 29 ส.ค. 2567 นายซาการียา สะอิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส เขต 4 พรรคภูมิใจไทย อภิปรายสนับสนุนญัตติน้ำท่วม ทั้ง 4 ญัตติ ได้แก่ 1) พิจารณาศึกษาปัญหาน้ำท่วมในภาคเหนือ 2) พิจารณาศึกษาหาแนวทางในการรับมือเผชิญเหตุ และมาตรการในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุภัยพิบัติและสถานการณ์อุทกภัยในประเทศ ตลอดจนการศึกษาหาแนวทางในการบริหารจัดการน้ำ และการแจ้งเตือนภัยทั้งระบบเพื่อรับมือกับเหตุภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต 3) ศึกษาและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมให้แก่ประชาชนเพื่อความปลอดภัยและการดำรงชีวิตที่ดี 4)พิจารณาศึกษาปัญหาพื้นที่น้ำท่วมแล้ว พื้นที่น้ำกำลังจะท่วม และพื้นที่น้ำจะท่วมต่อไป . โดยก่อนการอภิปราย นายซาการียา ได้กล่าวให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย น่าน พะเยา แพร่ สุโขทัย และที่อื่นๆ ที่เกิดน้ำท่วมในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งสาเหตุเกิดมาจากฝนตกอย่างต่อเนื่องในหลายๆ วัน จากนั้นได้กล่าวอภิปรายว่า สถานการณ์น้ำท่วมได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในภาคใต้ โดยเฉพาะที่ จ.นราธิวาส ฝนตกหนัก 700 มิลลิเมตร ซึ่งจากปกติปริมาณน้ำฝน ตกแค่ 250 หรือ 300 มิลลิเมตร ก็สามารถเกิดน้ำท่วมได้ แต่พอเป็น 700 มิลลิเมตร ทําให้เกิดน้ำป่าไหลบ่าซึ่งคล้ายกันกับภาคเหนือ ประเด็นนี้เป็นสิ่งสําคัญที่จะให้ทางรัฐบาลได้เล็งเห็นถึงเรื่องของภัยน้ำท่วม และเรื่อง Global Boiling (ยุคโลกเดือด) . “สืบเนื่องจากภัยน้ำท่วม และภัยแล้งที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี ซึ่งในปีที่ผ่านมา จ.นราธิวาส มีน้ำท่วมหนัก แล้วก็แล้งหนักมากเช่นกัน จนทำให้เกิดการสูญเสียจากภัยพิบัติดังกล่าวสูงขึ้น และด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันในการพยากรณ์อากาศที่สามารถจะพยากรณ์ความแม่นยําให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติที่เกิดจากธรรมชาติ เราสามารถที่จะสู้กับมันได้ ดังนั้นจึงขอฝากไปยังรัฐบาลให้ช่วยดําเนินการใช้เทคโนโลยีความคาดการณ์ การพยากรณ์ และก็การแจ้งเตือนภัยพิบัติ ให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลมากที่สุด” นายซาการียา กล่าว . อย่างไรก็ตาม นายซาการียา ได้กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมเมื่อปลายปี 2566 ในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ มีลักษณะคล้ายๆ กับภาคเหนือ ตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้ทราบว่าการเยียวยาน้ำท่วม โดยเฉพาะการใช้งบประมาณมีความยุ่งยาก ที่จริงแล้วเมื่อกล่าวถึงงบกลาง ไม่ควรจะยุ่งยากขนาดนั้น ควรจะทำให้เกิดความง่ายดายเพื่อให้ชาวบ้านได้รับในส่วนนี้ เนื่องจากงบกลางเป็นงบที่นายกรัฐมนตรีสามารถที่จะอนุมัติฯ ได้ด้วยตนเอง ตรงนี้เป็นสิทธิ์ของท่านนายกฯ โดยตรง ที่จะส่งงบกลางไปยังพื้นที่ เพราะพื้นที่หลายพื้นที่ก็ได้เกิดความเดือดร้อนมากจริงๆ . “ ผมเองมีตัวอย่างการดำเนินงาน และการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการเยียวยาน้ำท่วม 3 จังหวัดภาคใต้ ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดความยุ่งยาก ส่วนหนึ่งก็คือทางราชการ เวลาจะเยียวยาอะไรสักอย่าง ต้องการเอกสารหลักฐานมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพประกอบ ไม่ว่าจะเป็นอะไรต่างๆ นาๆ ผมเคยบอกไปทางผู้รับผิดชอบว่า เวลาที่น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน ชาวบ้านบางส่วนจะเอารูปความเสียหายมาจากไหน เพราะว่าหนีตายออกมาได้ก็บุญแล้วครับ ” . สำหรับเรื่องบางอย่าง บางประเด็นถ้าเราสามารถที่จะดูแล้วมีแนวโน้มที่ว่ามันหนักจริงๆ ก็ไม่ควรทำให้เกิดความยุ่งยาก เพราะฉะนั้นการพิจารณาก็ควรอยู่บนพื้นฐานหลักความจริง ซึ่งตอนนี้การเยียวยาน้ำท่วมในพื้นที่ทางภาคใต้ 9 เดือนที่ผ่านมา บางคนยังไม่ได้รับการเยียวยา บางคนอยู่ในพื้นที่เดียวกันได้มากเป็นหมื่นก็มี บางคนได้เป็นร้อย แม้จะอยู่ในพื้นที่เดียวกันแต่การเยียวยาไม่เท่ากัน ประเด็นนี้ก็ตนกลัวว่าจะเกิดขึ้นกับภาคเหนือ เพราะฉะนั้นควรที่จะเยียวยาในทุกพื้นที่ให้เหมือนๆ กัน สส.นราธิวาส กล่าว . สส.ซาการียา กล่าวต่ออีกว่า สำหรับการเยียวยาโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยให้กลับสู่สภาพเดิม ซึ่งงบประมาณส่วนนี้ไม่ได้อยู่ในงบประมาณปี67 และ ปี68 เนื่องจากจัดทำงบประมาณไม่ทัน หากจะทําปีงบประมาณ 69 ก็ต้องรออีก 2 ปี เพราะฉะนั้นการเยียวยาตรงนี้จึงต้องของบกลางเป็นรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน เพื่อลดความเดือดร้อนของชาวบ้าน เช่น การซ่อมแซมปรับปรุงระบบระบายน้ำ ประตูระบายน้ำ ของกรมชลประทาน และของกรมทางหลวง เช่น ซ่อมแซมสะพาน ถนน ฯลฯ ที่เกิดจากน้ำท่วมที่ผ่านมา . อย่างไรก็ดี จึงของฝากไปยังนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดําเนินการช่วยเหลืออนุมัติงบประมาณงบกลางให้ได้โดยเร็ว ไม่ว่าพื้นที่ใดก็ตามประเทศไทยควรได้รับการสนับสนุนเยียวยา และต้องทําให้เหมือนกัน ไม่ใช่ทำแต่เฉพาะภาคใดภาคหนึ่ง ทั้งนี้เวลาจะทํางบประมาณอะไรก็แล้วแต่ต้องดูถึงภาพรวมในประเทศให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ชาวบ้านได้เกิดความรู้สึกถึงความเป็นห่วงเป็นใยที่ได้จากรัฐบาล และได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น สส.ซาการียา กล่าวในท้ายที่สุด