วันที่ 4 กันยายน 2567 การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 วาระสอง นางนันทนา สงฆ์ประชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้ลุกขึ้นชี้แจงในมาตรา 22 งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงแรงงาน ที่มีสส.พรรคประชาชน อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องบัณฑิตในภาคใต้ที่ไม่สามารถลดอัตราว่างงานในพื้นที่ได้ ว่า บัณฑิตแรงงานในภาคใต้ เป็นการจ้างบัณฑิตในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีประมาณ 1,221 คน โดยบัณฑิตจะไปประจำอยู่ที่อำเภอถึง 878 อำเภอ โดยมีหน้าที่หลักในการสื่อสาร ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและภารกิจของกระทรวงแรงงานไปสู่ประชาชนในพื้นที่ เป็นการบรรเทาการว่างงานเบื้องต้นแก่ลูกหลานแรงงงานในส่วนของภาคใต้เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีทั้งอาชีพ และรายได้ที่เพิ่มขึ้น และเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าผู้แปรญัตติทุกท่านทราบดีว่าประเทศไทยของเราจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งในภาวะนี้ประเทศไทยจำเป็นจะต้องพัฒนากำลังแรงงานให้แรงงานมีการพัฒนาทักษะเพื่อพัฒนาศักยภาพที่สูงขึ้น ทั้งในส่วนของ Upskill Reskill เพราะโลกเราขณะนี้มีปัญหาไม่ยอมรับสินค้าที่ผลิตในบางประเทศ เป็นโอกาสที่ดีของปะเทศไทยที่มีภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ ที่เหมาะกับการลงทุน โดยเฉพาะในด้านอุตสาหกรรม เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาแรงงานจำนวนมาก เพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรม ที่กระทรวงแรงงานของบประมาณมามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องส่งเสริมการมีงานทำให้กับแรงงานทุกกลุ่ม ปัจจุบันเรามีนักท่องเที่ยวที่มาประเทศไทยเป็นอันดับต้นๆ ของโลก จึงจำเป็นต้องมีการเพิ่มทักษะแรงงานในส่วนของงานบริการเป็นจำนวนมาก ๆ และจำเป็นต้องสร้างหลักประกันคุ้มครองและสร้างความปลอดภัยในการทำงาน ในส่วนของกรรมาธิการจึงมีมติที่จะยืนยันตามมติของกรรมาธิการเสียงข้างมาก

5 กันยายน 2567 เวลา 12:16
"นันทนา" แจง 3 จว.ใต้ จ้าง บัณฑิตแรงงาน บรรเทาการว่างงาน เพิ่มรายได้ลูกหลาน
"นันทนา" แจง จ้างบัณฑิตแรงงานแล้วกว่า 1,221 คน บรรเทาการว่างงาน เพิ่มรายได้ให้ลูกหลานในจังหวัดชายแดนใต้ ชี้จำเป็นพัฒนาทักษะแรงงาน รองรับภาคอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว
วันที่ 4 กันยายน 2567 การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 วาระสอง นางนันทนา สงฆ์ประชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้ลุกขึ้นชี้แจงในมาตรา 22 งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงแรงงาน ที่มีสส.พรรคประชาชน อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องบัณฑิตในภาคใต้ที่ไม่สามารถลดอัตราว่างงานในพื้นที่ได้ ว่า บัณฑิตแรงงานในภาคใต้ เป็นการจ้างบัณฑิตในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีประมาณ 1,221 คน โดยบัณฑิตจะไปประจำอยู่ที่อำเภอถึง 878 อำเภอ โดยมีหน้าที่หลักในการสื่อสาร ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและภารกิจของกระทรวงแรงงานไปสู่ประชาชนในพื้นที่ เป็นการบรรเทาการว่างงานเบื้องต้นแก่ลูกหลานแรงงงานในส่วนของภาคใต้เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีทั้งอาชีพ และรายได้ที่เพิ่มขึ้น และเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าผู้แปรญัตติทุกท่านทราบดีว่าประเทศไทยของเราจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งในภาวะนี้ประเทศไทยจำเป็นจะต้องพัฒนากำลังแรงงานให้แรงงานมีการพัฒนาทักษะเพื่อพัฒนาศักยภาพที่สูงขึ้น ทั้งในส่วนของ Upskill Reskill เพราะโลกเราขณะนี้มีปัญหาไม่ยอมรับสินค้าที่ผลิตในบางประเทศ เป็นโอกาสที่ดีของปะเทศไทยที่มีภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ ที่เหมาะกับการลงทุน โดยเฉพาะในด้านอุตสาหกรรม เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาแรงงานจำนวนมาก เพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรม ที่กระทรวงแรงงานของบประมาณมามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องส่งเสริมการมีงานทำให้กับแรงงานทุกกลุ่ม ปัจจุบันเรามีนักท่องเที่ยวที่มาประเทศไทยเป็นอันดับต้นๆ ของโลก จึงจำเป็นต้องมีการเพิ่มทักษะแรงงานในส่วนของงานบริการเป็นจำนวนมาก ๆ และจำเป็นต้องสร้างหลักประกันคุ้มครองและสร้างความปลอดภัยในการทำงาน ในส่วนของกรรมาธิการจึงมีมติที่จะยืนยันตามมติของกรรมาธิการเสียงข้างมาก
วันที่ 4 กันยายน 2567 การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 วาระสอง นางนันทนา สงฆ์ประชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้ลุกขึ้นชี้แจงในมาตรา 22 งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงแรงงาน ที่มีสส.พรรคประชาชน อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องบัณฑิตในภาคใต้ที่ไม่สามารถลดอัตราว่างงานในพื้นที่ได้ ว่า บัณฑิตแรงงานในภาคใต้ เป็นการจ้างบัณฑิตในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีประมาณ 1,221 คน โดยบัณฑิตจะไปประจำอยู่ที่อำเภอถึง 878 อำเภอ โดยมีหน้าที่หลักในการสื่อสาร ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและภารกิจของกระทรวงแรงงานไปสู่ประชาชนในพื้นที่ เป็นการบรรเทาการว่างงานเบื้องต้นแก่ลูกหลานแรงงงานในส่วนของภาคใต้เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีทั้งอาชีพ และรายได้ที่เพิ่มขึ้น และเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าผู้แปรญัตติทุกท่านทราบดีว่าประเทศไทยของเราจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งในภาวะนี้ประเทศไทยจำเป็นจะต้องพัฒนากำลังแรงงานให้แรงงานมีการพัฒนาทักษะเพื่อพัฒนาศักยภาพที่สูงขึ้น ทั้งในส่วนของ Upskill Reskill เพราะโลกเราขณะนี้มีปัญหาไม่ยอมรับสินค้าที่ผลิตในบางประเทศ เป็นโอกาสที่ดีของปะเทศไทยที่มีภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ ที่เหมาะกับการลงทุน โดยเฉพาะในด้านอุตสาหกรรม เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาแรงงานจำนวนมาก เพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรม ที่กระทรวงแรงงานของบประมาณมามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องส่งเสริมการมีงานทำให้กับแรงงานทุกกลุ่ม ปัจจุบันเรามีนักท่องเที่ยวที่มาประเทศไทยเป็นอันดับต้นๆ ของโลก จึงจำเป็นต้องมีการเพิ่มทักษะแรงงานในส่วนของงานบริการเป็นจำนวนมาก ๆ และจำเป็นต้องสร้างหลักประกันคุ้มครองและสร้างความปลอดภัยในการทำงาน ในส่วนของกรรมาธิการจึงมีมติที่จะยืนยันตามมติของกรรมาธิการเสียงข้างมาก