วันที่ 5 กันยายน 2567 การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 วาระสอง นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี เขต 3 พรรคภูมิใจไทย อภิปรายตัดลดงบประมาณในมาตรา 26 งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ได้รับการจัดสรร 3,147,733,200 บาท โดยเสนอปรับลด 0.5% ในส่วนของคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 299,974,900 บาท ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 แผนงานคือ 1.แผนงานพื้นฐานด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันเป็นจํานวนเงิน 27,298,600 บาท 2.แผนงานยุทธศาสตร์การเกษตรสร้างมูลค่า 200,709,200 บาท 3.แผนงานยุทธศาสตร์ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 29,476,200 บาทและ 4 แผนงานยุทธศาสตร์การพัฒนาบริหารประชาชนและการพัฒนาประสิทธิภาพของภาครัฐ 42,490,900 บาท
.
นายยศวัฒน์ กล่าว่า ในฐานะผู้แทนจังหวัดกาญจนบุรีและในพื้นที่อำเภอท่ามะกา พนมทวน เป็นพื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านอ้อยและน้ำตาล มีเกษตรกรปลูกอ้อยเป็นจำนวนมาก จึงอยากเรียนผ่านท่านประธานไปยังกระทรวงอุตสาหกรรมและคณะรัฐมนตรี รวมถึงท่านนายกรัฐมนตรี ได้โปรดพิจารณาดังต่อไปนี้คือ ปัญหาของพี่น้องเกษตรกรในปัจจุบัน หากเทียบเคียงกับการบริหารงานของประเทศที่ผ่านมา เกษตรกรพยายามที่จะสนับสนุนและสนองนโยบายของหน่วยงานของรัฐหรือว่าทางการเป็นอย่างดี โดยในปีการผลิต 2561/2562 ปริมาณอ้อยหีบรวมทั้งสิ้น 130 ตัน มีการตัดอ้อยสด 51 ล้านตัน และตัดอ้อยไฟไหม้ 80 ล้านตัน แสดงว่าเกษตรกรชาวไร่อ้อยให้ความสําคัญกับนโยบายของรัฐ ในปี 2562-2563 จนกระทั่งถึงล่าสุดปี 2565/2566 แนวโน้มเกษตรกรตัดอ้อยสดเพิ่มขึ้น และปริมาณการตัดอ้อยไฟไหม้มีปริมาณลดน้อยลง ซึ่งเป็นผลดีโดยตรงต่อเกษตรกรและครอบครัว ชุมชน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่รัฐบาลมุ่งเน้นในเรื่องปัญหา pm 2.5 แต่ต้นทุนการผลิตอ้อยสดและอ้อยไฟไหม้นั้นมีความแตกต่างกัน ต้นทุนตัดอ้อยสดที่เพิ่มขึ้นตันละ 200 - 300 บาทต่อตัน ทำให้เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
นายยศวัฒน์ กล่าวอีกว่า ในปีที่ผ่านมา เกษตรกรฝากมาพูดในสภาและขอบคุณรัฐบาลที่ได้ให้เงินชดเชยจากการตัดอ้อยสด โดยผ่านมติครม.เป็นจํานวน 120 บาทต่อตัน แต่ในปีนี้ 2566/67 ที่ผ่านมา เกษตรกรไม่ได้รับเงินชดเชยที่เกษตรกรให้ความสําคัญกับนโยบายของภาครัฐ ถามว่าทําไมถึงเป็นอย่างนั้น ต้องฝากไปยังคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล รวมถึงคณะรัฐมนตรีได้โปรดพิจารณาเป็นวาระเร่งด่วน เพราะเป็นผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกร เพราะปัจจุบันราคาขายอ้อยอยู่ที่ 1300 ถึง 1400 บาทต่อตัน ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรอยู่ที่ 1200 ถ้าไปตัดอ้อยสดก็จะมีต้นทุนที่สูงขึ้นอีก 200 รวมต้นทุนเป็น 1400 บาทต่อตัน เกษตรกรลงทุนคาดหวังเฝ้ารอบผลผลิตหนึ่งปีจะได้เงินมาดูแลครอบครัว แต่ปรากฏว่าลงทุนไปราคาขายเท่ากับราคาต้นทุน มิหนำซ้ำหน่วยงานรัฐบาลพยามผลักดันให้ตัดอ้อยสดเพื่อลดปัญหาพีเอ็ม 2.5 เพระการตัดอ้อยไฟไหม้ทำให้เกิด ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่สิ่งที่เกษตรกรได้รับคือต้องแบกภาระต้นทุนของการตัดอ้อยสดเพิ่มขึ้น แต่ราคาขายเท่าเดิมแต่ต้นทุนสูงขึ้น หน่วยงานรัฐ และรัฐบาลเคยให้การสนับสนุนเกษตรกรคือให้เงินช่วยเหลือ 120 บาทต่อตัน แต่ปัจจุบันไม่มีเงินชดเชยในส่วนนี้ให้กับเกษตรกรแล้ว จะต้องไปดูในส่วนของงบประมาณที่สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลได้รับว่างบประมาณที่ใช้ในแต่ละปีประมาณ 300 ล้านบาท คุ้มค่าหรือไม่ เกษตรกรได้รับประโยชน์จริงหรือไม่ แม้ว่าเงินชดเชยในส่วนนี้จะไม่ใช่เงินงบประมาณที่สำนักงานคณะการอ้อยและน้ำตาลได้รับ
“ต้องฝากไปยังสำนักงานคณะกรรมการอ้อยน้ำตาลซึ่งเป็นหน่วยเริ่มต้นที่จะต้องผลักดันเรื่องนี้เข้าสู่คณะกรรมการอ้อยชุดใหญ่ และฝากไปยังคณะการอ้อยที่มีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน ช่วยผลักดันวาระนี้เข้าสู่คณะรัฐมนตรี เพื่อพี่น้องชาวเกษตรกรชาวไร่อ้อยทั่วประเทศและที่สำคัญครับแนวโน้มในปีหน้าราคาอ้อยน่าจะไม่ดีกว่านี้ เพราะปริมาณอ้อยตลาดโลกจะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นราคาอ้อยบ้านเราก็คงตก แต่ต้นทุนเท่าเดิมมิหนำซ้ำต้นทุนยังสูงขึ้นจากการตัดอ้อยสดที่รัฐออกมาตราการระเบียบออกมา จึงผลกระทบส่งต่อเกษตรเกษตรกรโดยตรง จึงอยากฝากร้องขอความเห็นใจไปยังคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ และนายกรัฐมนตรีท่านแพรทองธาร ชินวัตร ได้โปรดให้ความสำคัญกับเกษตรกรปลูกอ้อยของประเทศไทยด้วย อย่าให้คนปลูกอ้อยที่เอาไปทำน้ำตาล กลายเป็นไร่อ้อยที่ท่วมไปด้วย น้ำตาเลยครับ” สส.กาญจนบุรี กล่าว

5 กันยายน 2567 เวลา 15:40
"ยศวัฒน์" ขอค่าชดเชยตัดอ้อยสด เป็นวาระเร่งด่วน ต้นทุนเพิ่ม 200 ต่อตัน
"ยศวัฒน์" เสนอตัดลดงบกระทรวงอุตสาหกรรม 0.5% เรียกร้องจ่ายค่าชดเชยตัดอ้อยสดปีที่ผ่านมาเป็นวาระเร่งด่วน หลังต้นทุนเพิ่ม 200 - 300 บาทต่อตัน เกษตรกรต้องแบกรับภาระ
วันที่ 5 กันยายน 2567 การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 วาระสอง นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี เขต 3 พรรคภูมิใจไทย อภิปรายตัดลดงบประมาณในมาตรา 26 งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ได้รับการจัดสรร 3,147,733,200 บาท โดยเสนอปรับลด 0.5% ในส่วนของคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 299,974,900 บาท ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 แผนงานคือ 1.แผนงานพื้นฐานด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันเป็นจํานวนเงิน 27,298,600 บาท 2.แผนงานยุทธศาสตร์การเกษตรสร้างมูลค่า 200,709,200 บาท 3.แผนงานยุทธศาสตร์ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 29,476,200 บาทและ 4 แผนงานยุทธศาสตร์การพัฒนาบริหารประชาชนและการพัฒนาประสิทธิภาพของภาครัฐ 42,490,900 บาท
.
นายยศวัฒน์ กล่าว่า ในฐานะผู้แทนจังหวัดกาญจนบุรีและในพื้นที่อำเภอท่ามะกา พนมทวน เป็นพื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านอ้อยและน้ำตาล มีเกษตรกรปลูกอ้อยเป็นจำนวนมาก จึงอยากเรียนผ่านท่านประธานไปยังกระทรวงอุตสาหกรรมและคณะรัฐมนตรี รวมถึงท่านนายกรัฐมนตรี ได้โปรดพิจารณาดังต่อไปนี้คือ ปัญหาของพี่น้องเกษตรกรในปัจจุบัน หากเทียบเคียงกับการบริหารงานของประเทศที่ผ่านมา เกษตรกรพยายามที่จะสนับสนุนและสนองนโยบายของหน่วยงานของรัฐหรือว่าทางการเป็นอย่างดี โดยในปีการผลิต 2561/2562 ปริมาณอ้อยหีบรวมทั้งสิ้น 130 ตัน มีการตัดอ้อยสด 51 ล้านตัน และตัดอ้อยไฟไหม้ 80 ล้านตัน แสดงว่าเกษตรกรชาวไร่อ้อยให้ความสําคัญกับนโยบายของรัฐ ในปี 2562-2563 จนกระทั่งถึงล่าสุดปี 2565/2566 แนวโน้มเกษตรกรตัดอ้อยสดเพิ่มขึ้น และปริมาณการตัดอ้อยไฟไหม้มีปริมาณลดน้อยลง ซึ่งเป็นผลดีโดยตรงต่อเกษตรกรและครอบครัว ชุมชน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่รัฐบาลมุ่งเน้นในเรื่องปัญหา pm 2.5 แต่ต้นทุนการผลิตอ้อยสดและอ้อยไฟไหม้นั้นมีความแตกต่างกัน ต้นทุนตัดอ้อยสดที่เพิ่มขึ้นตันละ 200 - 300 บาทต่อตัน ทำให้เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
นายยศวัฒน์ กล่าวอีกว่า ในปีที่ผ่านมา เกษตรกรฝากมาพูดในสภาและขอบคุณรัฐบาลที่ได้ให้เงินชดเชยจากการตัดอ้อยสด โดยผ่านมติครม.เป็นจํานวน 120 บาทต่อตัน แต่ในปีนี้ 2566/67 ที่ผ่านมา เกษตรกรไม่ได้รับเงินชดเชยที่เกษตรกรให้ความสําคัญกับนโยบายของภาครัฐ ถามว่าทําไมถึงเป็นอย่างนั้น ต้องฝากไปยังคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล รวมถึงคณะรัฐมนตรีได้โปรดพิจารณาเป็นวาระเร่งด่วน เพราะเป็นผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกร เพราะปัจจุบันราคาขายอ้อยอยู่ที่ 1300 ถึง 1400 บาทต่อตัน ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรอยู่ที่ 1200 ถ้าไปตัดอ้อยสดก็จะมีต้นทุนที่สูงขึ้นอีก 200 รวมต้นทุนเป็น 1400 บาทต่อตัน เกษตรกรลงทุนคาดหวังเฝ้ารอบผลผลิตหนึ่งปีจะได้เงินมาดูแลครอบครัว แต่ปรากฏว่าลงทุนไปราคาขายเท่ากับราคาต้นทุน มิหนำซ้ำหน่วยงานรัฐบาลพยามผลักดันให้ตัดอ้อยสดเพื่อลดปัญหาพีเอ็ม 2.5 เพระการตัดอ้อยไฟไหม้ทำให้เกิด ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่สิ่งที่เกษตรกรได้รับคือต้องแบกภาระต้นทุนของการตัดอ้อยสดเพิ่มขึ้น แต่ราคาขายเท่าเดิมแต่ต้นทุนสูงขึ้น หน่วยงานรัฐ และรัฐบาลเคยให้การสนับสนุนเกษตรกรคือให้เงินช่วยเหลือ 120 บาทต่อตัน แต่ปัจจุบันไม่มีเงินชดเชยในส่วนนี้ให้กับเกษตรกรแล้ว จะต้องไปดูในส่วนของงบประมาณที่สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลได้รับว่างบประมาณที่ใช้ในแต่ละปีประมาณ 300 ล้านบาท คุ้มค่าหรือไม่ เกษตรกรได้รับประโยชน์จริงหรือไม่ แม้ว่าเงินชดเชยในส่วนนี้จะไม่ใช่เงินงบประมาณที่สำนักงานคณะการอ้อยและน้ำตาลได้รับ
“ต้องฝากไปยังสำนักงานคณะกรรมการอ้อยน้ำตาลซึ่งเป็นหน่วยเริ่มต้นที่จะต้องผลักดันเรื่องนี้เข้าสู่คณะกรรมการอ้อยชุดใหญ่ และฝากไปยังคณะการอ้อยที่มีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน ช่วยผลักดันวาระนี้เข้าสู่คณะรัฐมนตรี เพื่อพี่น้องชาวเกษตรกรชาวไร่อ้อยทั่วประเทศและที่สำคัญครับแนวโน้มในปีหน้าราคาอ้อยน่าจะไม่ดีกว่านี้ เพราะปริมาณอ้อยตลาดโลกจะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นราคาอ้อยบ้านเราก็คงตก แต่ต้นทุนเท่าเดิมมิหนำซ้ำต้นทุนยังสูงขึ้นจากการตัดอ้อยสดที่รัฐออกมาตราการระเบียบออกมา จึงผลกระทบส่งต่อเกษตรเกษตรกรโดยตรง จึงอยากฝากร้องขอความเห็นใจไปยังคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ และนายกรัฐมนตรีท่านแพรทองธาร ชินวัตร ได้โปรดให้ความสำคัญกับเกษตรกรปลูกอ้อยของประเทศไทยด้วย อย่าให้คนปลูกอ้อยที่เอาไปทำน้ำตาล กลายเป็นไร่อ้อยที่ท่วมไปด้วย น้ำตาเลยครับ” สส.กาญจนบุรี กล่าว
วันที่ 5 กันยายน 2567 การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 วาระสอง นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี เขต 3 พรรคภูมิใจไทย อภิปรายตัดลดงบประมาณในมาตรา 26 งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ได้รับการจัดสรร 3,147,733,200 บาท โดยเสนอปรับลด 0.5% ในส่วนของคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 299,974,900 บาท ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 แผนงานคือ 1.แผนงานพื้นฐานด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันเป็นจํานวนเงิน 27,298,600 บาท 2.แผนงานยุทธศาสตร์การเกษตรสร้างมูลค่า 200,709,200 บาท 3.แผนงานยุทธศาสตร์ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 29,476,200 บาทและ 4 แผนงานยุทธศาสตร์การพัฒนาบริหารประชาชนและการพัฒนาประสิทธิภาพของภาครัฐ 42,490,900 บาท
.
นายยศวัฒน์ กล่าว่า ในฐานะผู้แทนจังหวัดกาญจนบุรีและในพื้นที่อำเภอท่ามะกา พนมทวน เป็นพื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านอ้อยและน้ำตาล มีเกษตรกรปลูกอ้อยเป็นจำนวนมาก จึงอยากเรียนผ่านท่านประธานไปยังกระทรวงอุตสาหกรรมและคณะรัฐมนตรี รวมถึงท่านนายกรัฐมนตรี ได้โปรดพิจารณาดังต่อไปนี้คือ ปัญหาของพี่น้องเกษตรกรในปัจจุบัน หากเทียบเคียงกับการบริหารงานของประเทศที่ผ่านมา เกษตรกรพยายามที่จะสนับสนุนและสนองนโยบายของหน่วยงานของรัฐหรือว่าทางการเป็นอย่างดี โดยในปีการผลิต 2561/2562 ปริมาณอ้อยหีบรวมทั้งสิ้น 130 ตัน มีการตัดอ้อยสด 51 ล้านตัน และตัดอ้อยไฟไหม้ 80 ล้านตัน แสดงว่าเกษตรกรชาวไร่อ้อยให้ความสําคัญกับนโยบายของรัฐ ในปี 2562-2563 จนกระทั่งถึงล่าสุดปี 2565/2566 แนวโน้มเกษตรกรตัดอ้อยสดเพิ่มขึ้น และปริมาณการตัดอ้อยไฟไหม้มีปริมาณลดน้อยลง ซึ่งเป็นผลดีโดยตรงต่อเกษตรกรและครอบครัว ชุมชน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่รัฐบาลมุ่งเน้นในเรื่องปัญหา pm 2.5 แต่ต้นทุนการผลิตอ้อยสดและอ้อยไฟไหม้นั้นมีความแตกต่างกัน ต้นทุนตัดอ้อยสดที่เพิ่มขึ้นตันละ 200 - 300 บาทต่อตัน ทำให้เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
นายยศวัฒน์ กล่าวอีกว่า ในปีที่ผ่านมา เกษตรกรฝากมาพูดในสภาและขอบคุณรัฐบาลที่ได้ให้เงินชดเชยจากการตัดอ้อยสด โดยผ่านมติครม.เป็นจํานวน 120 บาทต่อตัน แต่ในปีนี้ 2566/67 ที่ผ่านมา เกษตรกรไม่ได้รับเงินชดเชยที่เกษตรกรให้ความสําคัญกับนโยบายของภาครัฐ ถามว่าทําไมถึงเป็นอย่างนั้น ต้องฝากไปยังคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล รวมถึงคณะรัฐมนตรีได้โปรดพิจารณาเป็นวาระเร่งด่วน เพราะเป็นผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกร เพราะปัจจุบันราคาขายอ้อยอยู่ที่ 1300 ถึง 1400 บาทต่อตัน ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรอยู่ที่ 1200 ถ้าไปตัดอ้อยสดก็จะมีต้นทุนที่สูงขึ้นอีก 200 รวมต้นทุนเป็น 1400 บาทต่อตัน เกษตรกรลงทุนคาดหวังเฝ้ารอบผลผลิตหนึ่งปีจะได้เงินมาดูแลครอบครัว แต่ปรากฏว่าลงทุนไปราคาขายเท่ากับราคาต้นทุน มิหนำซ้ำหน่วยงานรัฐบาลพยามผลักดันให้ตัดอ้อยสดเพื่อลดปัญหาพีเอ็ม 2.5 เพระการตัดอ้อยไฟไหม้ทำให้เกิด ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่สิ่งที่เกษตรกรได้รับคือต้องแบกภาระต้นทุนของการตัดอ้อยสดเพิ่มขึ้น แต่ราคาขายเท่าเดิมแต่ต้นทุนสูงขึ้น หน่วยงานรัฐ และรัฐบาลเคยให้การสนับสนุนเกษตรกรคือให้เงินช่วยเหลือ 120 บาทต่อตัน แต่ปัจจุบันไม่มีเงินชดเชยในส่วนนี้ให้กับเกษตรกรแล้ว จะต้องไปดูในส่วนของงบประมาณที่สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลได้รับว่างบประมาณที่ใช้ในแต่ละปีประมาณ 300 ล้านบาท คุ้มค่าหรือไม่ เกษตรกรได้รับประโยชน์จริงหรือไม่ แม้ว่าเงินชดเชยในส่วนนี้จะไม่ใช่เงินงบประมาณที่สำนักงานคณะการอ้อยและน้ำตาลได้รับ
“ต้องฝากไปยังสำนักงานคณะกรรมการอ้อยน้ำตาลซึ่งเป็นหน่วยเริ่มต้นที่จะต้องผลักดันเรื่องนี้เข้าสู่คณะกรรมการอ้อยชุดใหญ่ และฝากไปยังคณะการอ้อยที่มีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน ช่วยผลักดันวาระนี้เข้าสู่คณะรัฐมนตรี เพื่อพี่น้องชาวเกษตรกรชาวไร่อ้อยทั่วประเทศและที่สำคัญครับแนวโน้มในปีหน้าราคาอ้อยน่าจะไม่ดีกว่านี้ เพราะปริมาณอ้อยตลาดโลกจะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นราคาอ้อยบ้านเราก็คงตก แต่ต้นทุนเท่าเดิมมิหนำซ้ำต้นทุนยังสูงขึ้นจากการตัดอ้อยสดที่รัฐออกมาตราการระเบียบออกมา จึงผลกระทบส่งต่อเกษตรเกษตรกรโดยตรง จึงอยากฝากร้องขอความเห็นใจไปยังคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ และนายกรัฐมนตรีท่านแพรทองธาร ชินวัตร ได้โปรดให้ความสำคัญกับเกษตรกรปลูกอ้อยของประเทศไทยด้วย อย่าให้คนปลูกอ้อยที่เอาไปทำน้ำตาล กลายเป็นไร่อ้อยที่ท่วมไปด้วย น้ำตาเลยครับ” สส.กาญจนบุรี กล่าว