13 กันยายน 2567 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตอบอภิปรายประเด็นนโยบายการศึกษา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของประเด็นที่สมาชิกได้เสนอ ซึ่งรวมถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การจัดสรรเงินอุดหนุนให้กับโรงเรียนขนาดเล็ก และการช่วยเหลือเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา
.
โดยนายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการได้พบว่ามีเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาจำนวนมากถึง 1,020,000 คน ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของกระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลเด็กเหล่านี้ โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุระหว่าง 6 ปี ถึง 15 ปี ในการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มีจำนวนประมาณ 390,000 คน ที่ไม่เคยเข้าสู่ระบบการศึกษาเลย หรือหลุดออกจากระบบ นี่คือตัวเลขที่แท้จริง กระทรวงได้ใช้ความพยายามร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ใช้กลไกของกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) หรือ กศน.เดิม เข้าไปตามเด็กเหล่านั้นตามถึงบ้าน ได้ใช้ข้อมูลแต่ละตําบลเข้าไปค้นหาเด็ก จนวันนี้มีเด็กได้เข้ากลับมาสู่ระบบการศึกษาไม่ว่าจะไปเรียนต่อในของอาชีวศึกษา ในของสพฐ. หรือภาคเอกชนเองที่เป็นข้อมูลที่เราได้ทํา และมีตัวอย่างตัวเลขที่ชัดเจน นั่นคือ 326,000 กว่าคน สะท้อนให้เห็น ไม่ใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สะท้อนให้เห็นว่าความพยายามที่กระทรวงจะตามเด็กเหล่านั้นกลับมาให้เข้าสู่ระบบการศึกษาได้นั้น กระทรวงทําอย่างเต็มที่ ปัญหาทุกคนทราบ แล้วเป็นปัญหาที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน ไม่ว่าจะเป็นการย้ายถิ่นฐาน ไม่ว่าจะเป็นสภาพเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการเบื่อหน่ายของหลักสูตรก็ตามที่ท่านผู้อภิปรายได้พูดไว้นั่นคือ เป็นปัญหาทุกๆ อย่างที่ทําให้เด็กออกจากระบบการศึกษา ซึ่งปัญหา ทางกระทรวงตระหนัก ทราบ และพยายามทําอย่างเต็มที่ตัวเลขที่มาบอกว่า 300,000 กว่านั้น เป็นตัวเลขที่เราทําจริงนั้น อยากบอกว่าเป็นสิ่งที่กระทรวงให้ความสําคัญ วันนี้ สพฐ.คุณครูต้องไปเยี่ยมโรงเรียน ไปเยี่ยมเด็กตามบ้านร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะว่าเพื่อจะให้รู้สภาพความเป็นอยู่ให้รู้ถึงความสุ่มเสี่ยงที่ว่าเด็กคนนั้นจะออกนอกระบบอีกไหม อะไรที่เป็นปัญหา ถ้าไม่ไปเห็นที่บ้านด้วยตาคงไม่รู้ การช่วยเหลือด้านการเงิน การเดินทางเรื่องของการขาดแคลนใดๆ นั้นเป็นสิ่งที่คุณครู และกระทรวงทําร่วมกันโดยตลอด
.
รมช.สุรศักดิ์ กล่าวฝากความมั่นใจว่า นโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีชุดนี้ ให้ความสัมคัญอย่างจริงจัง ในเรื่องของดรอปเอาท์ หรือเด็กนอกระบบการศึกษาเราจะทําอย่างเต็มที่ โดยกลไกความร่วมมือไม่เพียงแค่กระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พลตํารวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ ได้ทํา MOU ร่วมกับอีก 10 หน่วยงาน เราต้องทํางานบูรณาการร่วมกันไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานคร กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงกระทรวงอว., กระทรวงแรงงาน และอีกหลายกระทรวง เพื่อจะร่วมกันดําเนินการในการทําให้เด็กออกสู่ระบบการศึกษากลับเข้ามาหรือทําให้เขานั้นไม่ได้หลุดออกจากระบบการศึกษาไป คือความตั้งใจ เน้นย้ำตรงนี้ให้ท่านสมาชิกได้ไว้ใจแล้วก็เชื่อในการกระทําของพวกเราที่เต็มที่ทุกคนเห็นประเด็นที่จะมีคนหยิบยื่นมาแล้วพูดคุยในรัฐสภาแห่งนี้เช่นกัน
.
สำหรับเรื่อง PISA คะแนน PISA ที่ตกต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พลตํารวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ ท่านให้ความสําคัญของคะแนนที่ตกต่ำ ท่านให้ความสําคัญ ว่าปัญหาที่ทําให้คะแนนต่ำ ไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาเพื่อให้เราได้คะแนนครั้งหน้าสูง แต่สิ่งที่สะท้อนจากคะแนนที่ต่ำของ PISA คือสิ่งที่เราต้องตระหนัก และคิดแน่นอน กระทรวงศึกษาพยายามดูว่าสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความตกต่ำของคะแนนนั้น มันมีผลอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็น Ecosystem ระบบนิเวศทางการศึกษา สภาพแวดล้อมของการศึกษามีส่วน ทุกอย่างมีส่วนแม้แต่การพูดคุยในรัฐสภาแห่งนี้ก็เป็น Ecosystem เป็นแบบอย่างเป็นภาพจํา เป็นสิ่งที่พวกเราต้องตระหนักระบบการเรียนการสอนในห้องเรียน และโรงเรียนที่ทุกคนพูดตลอดว่าน่าเบื่อหน่ายบ้าง การเรียนการสอนที่มุ่งแต่ท่องจําบ้าง การศึกษาที่อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือที่ขาดแคลนบ้าง นั่นคือปัญหาที่ทําให้คะแนน PISA ตกต่ำ สถานะของครอบครัวเด็ก หรือฐานะทางครอบครัวของผู้ปกครองเด็กอันนี้ก็เป็นปัญหาหลัก และปัญหาใหญ่ที่หนีไม่ได้ ทําให้คะแนน PISA นั้นตกต่ำ เพราะฉะนั้นความตระหนักถึงปัญหาความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาให้ตรงจุดเราเชื่อว่าแก้ปัญหา แล้วคะแนน PISA จะขึ้นด้วย การรู้ถึงต้นตอคราวนี้ระยะสั้นระยะยาวเราทําหลายประเด็น
ที่จะแก้ปัญหาเหล่านั้นสิ่งที่เป็นกลไกที่พวกเราเองในกระทรวงศึกษาธิการวางแผน และทํามาแล้วด้วย และกําลังจะทําเต็มรูปแบบในงบประมาณปี 2568 ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ anywhere anytime การสนับสนุนการวางระบบแพลตฟอร์มสนับสนุนการเรียนการสอนของคุณครู และนักเรียน การพัฒนาครูให้มีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ active learning ก็คือวิเคราะห์ การกระทําสมรรถนะมากกว่าจดจํา สนับสนุนสื่อสมัยใหม่ และอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อรองรับระบบการเรียนออนไลน์
.
โครงการเรือธงของกระทรวงโครงการหนึ่ง นั่นก็คือ anywhere anytime เป็นเรือธงจริงๆ และเป็นเรือธงที่เราตั้งใจว่าจะเป็นโครงการที่สามารถแก้ปัญหาการศึกษาไทยได้ เราคาดหวัง และชื่อว่าเป็นอย่างนั้น การที่โครงการ anywhere anytime เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา จะแก้ปัญหาลดความเหลื่อมล้ำเพื่อสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงการศึกษา ครูไม่ครบวิชาตรงนี้ก็จะแก้ปัญหาครูเก่งๆ ทั่วประเทศ จะสามารถเรียนได้ทั่วประเทศเช่นกัน โดยการผ่านแอปพลิเคชัน โครงการนี้กําลังจะเริ่มในปีงบประมาณ 2568 แต่เข้าใจท่านสมาชิกรัฐสภายังเป็นห่วงว่าทําไมแจกไม่ทั่ว
.
นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ปี 2568 เป็นปีนําร่องที่เราของบประมาณให้สําเร็จสําหรับเด็กมัธยมปลายจํานวน 500,000 กว่าคน ที่จะได้รับอุปกรณ์นี้ ทําไมต้องไปโรงเรียนมัธยมปลายก่อน เพราะต้องยอมรับทั้งตัวเด็กเองก็มีความพร้อมในการใช้อุปกรณ์เหล่านั้น โรงเรียนมัธยม ในส่วนตัวโรงเรียนเองก็มีความพร้อมไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า ระบบอุปกรณ์เสริมต่างๆ ที่จะรองรับอุปกรณ์ที่ต้องไป แต่เป้าหมายเราไม่ใช่แค่ 500,000 เป้าหมายเราคือเด็กไทยในสังกัด และอาชีวะในระบบการศึกษาจะต้องได้รับอุปกรณ์เหล่านี้ ท่านคงจะไปเปิดลาซาด้าไปดูแอปพลิเคชันแล้วบอกว่า เช่าเครื่องจะถูกกว่ากระทรวง ต่อไปนี้ก็จะต้องมาเทียบราคากันแล้วว่า ลาซาด้า หรือแอปพลิเคชันที่นำมาเทียบกัน ว่า อะไรดีกว่ากัน
.
"ผมกล้าพูดอย่างนี้เพราะเรามีความตั้งใจจริง แต่ต้องขอบคุณทุกหน่วยงานทั้งภาคเอกชนที่จะเข้ามาพัฒนาการศึกษาท่านจะเห็นราคาที่ตกใจว่ากระทรวงทําได้อย่างไร อันนี้ก็อยากให้ดูว่างบประมาณอยากจะบอกว่า เราจะใช้อย่างคุ้มค่าและจะประหยัดที่สุดครับ"
ส่วนเรื่องของความห่วงใยเรื่องการปิดศูนย์การเรียนของเด็กข้ามชาติที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งกระทรวงฯ ยืนยันตรงนี้ เด็กทั้งสัญชาติไทย และไม่ใช่สัญชาติไทย ที่อยู่ในประเทศไทยจะต้องได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม การที่ศูนย์จัดตั้งโดนปิดเนื่องจากผิดกฎหมายตามพ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน สิ่งที่เราห่วงคือเด็ก 1,600 กว่าคน ที่อยู่ที่ศูนย์การศึกษานั้น วันนี้ 1,677 คน เข้าสู่สถานศึกษาครบทั้ง 1,677 คน หนึ่งปีที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พลตํารวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ ได้รับตําแหน่ง และในรัฐบาลชุดใหม่ การสร้างความสุขให้กับครู และนักเรียนเพื่อให้เรียนดีตามนโยบายเรียนดี มีความสุข พวกเราขับเคลื่อนกันอย่างเต็มที่ และเชื่อว่าถ้าถามบุคคลากร หรือถามผู้ที่เกี่ยวข้อง ความสุขที่ไม่เคยมีก็เริ่มกลับมาหลายๆ เรื่อง ปัญหาที่ไม่เคยแก้ได้ในอดีต ก็แก้ปัญหาได้หลายๆ เรื่อง เพราะเรามีความตั้งใจ ทั้งนี้ ขอขอบคุณท่านที่ให้ความห่วงใยกับการศึกษาในครั้งนี้ นายสุรศักดิ์ กล่าวในท้ายที่สุด

14 กันยายน 2567 เวลา 00:18
“สุรศักดิ์” ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา แก้ปัญหาสอบ PISA ตกต่ำ จัดสรรเงินอุดหนุนการศึกษา นำเทคโนโลยีพัฒนาการศึกษา
13 กันยายน 2567 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตอบอภิปรายประเด็นนโยบายการศึกษา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของประเด็นที่สมาชิกได้เสนอ ซึ่งรวมถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การจัดสรรเงินอุดหนุนให้กับโรงเรียนขนาดเล็ก และการช่วยเหลือเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา
.
โดยนายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการได้พบว่ามีเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาจำนวนมากถึง 1,020,000 คน ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของกระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลเด็กเหล่านี้ โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุระหว่าง 6 ปี ถึง 15 ปี ในการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มีจำนวนประมาณ 390,000 คน ที่ไม่เคยเข้าสู่ระบบการศึกษาเลย หรือหลุดออกจากระบบ นี่คือตัวเลขที่แท้จริง กระทรวงได้ใช้ความพยายามร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ใช้กลไกของกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) หรือ กศน.เดิม เข้าไปตามเด็กเหล่านั้นตามถึงบ้าน ได้ใช้ข้อมูลแต่ละตําบลเข้าไปค้นหาเด็ก จนวันนี้มีเด็กได้เข้ากลับมาสู่ระบบการศึกษาไม่ว่าจะไปเรียนต่อในของอาชีวศึกษา ในของสพฐ. หรือภาคเอกชนเองที่เป็นข้อมูลที่เราได้ทํา และมีตัวอย่างตัวเลขที่ชัดเจน นั่นคือ 326,000 กว่าคน สะท้อนให้เห็น ไม่ใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สะท้อนให้เห็นว่าความพยายามที่กระทรวงจะตามเด็กเหล่านั้นกลับมาให้เข้าสู่ระบบการศึกษาได้นั้น กระทรวงทําอย่างเต็มที่ ปัญหาทุกคนทราบ แล้วเป็นปัญหาที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน ไม่ว่าจะเป็นการย้ายถิ่นฐาน ไม่ว่าจะเป็นสภาพเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการเบื่อหน่ายของหลักสูตรก็ตามที่ท่านผู้อภิปรายได้พูดไว้นั่นคือ เป็นปัญหาทุกๆ อย่างที่ทําให้เด็กออกจากระบบการศึกษา ซึ่งปัญหา ทางกระทรวงตระหนัก ทราบ และพยายามทําอย่างเต็มที่ตัวเลขที่มาบอกว่า 300,000 กว่านั้น เป็นตัวเลขที่เราทําจริงนั้น อยากบอกว่าเป็นสิ่งที่กระทรวงให้ความสําคัญ วันนี้ สพฐ.คุณครูต้องไปเยี่ยมโรงเรียน ไปเยี่ยมเด็กตามบ้านร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะว่าเพื่อจะให้รู้สภาพความเป็นอยู่ให้รู้ถึงความสุ่มเสี่ยงที่ว่าเด็กคนนั้นจะออกนอกระบบอีกไหม อะไรที่เป็นปัญหา ถ้าไม่ไปเห็นที่บ้านด้วยตาคงไม่รู้ การช่วยเหลือด้านการเงิน การเดินทางเรื่องของการขาดแคลนใดๆ นั้นเป็นสิ่งที่คุณครู และกระทรวงทําร่วมกันโดยตลอด
.
รมช.สุรศักดิ์ กล่าวฝากความมั่นใจว่า นโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีชุดนี้ ให้ความสัมคัญอย่างจริงจัง ในเรื่องของดรอปเอาท์ หรือเด็กนอกระบบการศึกษาเราจะทําอย่างเต็มที่ โดยกลไกความร่วมมือไม่เพียงแค่กระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พลตํารวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ ได้ทํา MOU ร่วมกับอีก 10 หน่วยงาน เราต้องทํางานบูรณาการร่วมกันไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานคร กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงกระทรวงอว., กระทรวงแรงงาน และอีกหลายกระทรวง เพื่อจะร่วมกันดําเนินการในการทําให้เด็กออกสู่ระบบการศึกษากลับเข้ามาหรือทําให้เขานั้นไม่ได้หลุดออกจากระบบการศึกษาไป คือความตั้งใจ เน้นย้ำตรงนี้ให้ท่านสมาชิกได้ไว้ใจแล้วก็เชื่อในการกระทําของพวกเราที่เต็มที่ทุกคนเห็นประเด็นที่จะมีคนหยิบยื่นมาแล้วพูดคุยในรัฐสภาแห่งนี้เช่นกัน
.
สำหรับเรื่อง PISA คะแนน PISA ที่ตกต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พลตํารวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ ท่านให้ความสําคัญของคะแนนที่ตกต่ำ ท่านให้ความสําคัญ ว่าปัญหาที่ทําให้คะแนนต่ำ ไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาเพื่อให้เราได้คะแนนครั้งหน้าสูง แต่สิ่งที่สะท้อนจากคะแนนที่ต่ำของ PISA คือสิ่งที่เราต้องตระหนัก และคิดแน่นอน กระทรวงศึกษาพยายามดูว่าสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความตกต่ำของคะแนนนั้น มันมีผลอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็น Ecosystem ระบบนิเวศทางการศึกษา สภาพแวดล้อมของการศึกษามีส่วน ทุกอย่างมีส่วนแม้แต่การพูดคุยในรัฐสภาแห่งนี้ก็เป็น Ecosystem เป็นแบบอย่างเป็นภาพจํา เป็นสิ่งที่พวกเราต้องตระหนักระบบการเรียนการสอนในห้องเรียน และโรงเรียนที่ทุกคนพูดตลอดว่าน่าเบื่อหน่ายบ้าง การเรียนการสอนที่มุ่งแต่ท่องจําบ้าง การศึกษาที่อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือที่ขาดแคลนบ้าง นั่นคือปัญหาที่ทําให้คะแนน PISA ตกต่ำ สถานะของครอบครัวเด็ก หรือฐานะทางครอบครัวของผู้ปกครองเด็กอันนี้ก็เป็นปัญหาหลัก และปัญหาใหญ่ที่หนีไม่ได้ ทําให้คะแนน PISA นั้นตกต่ำ เพราะฉะนั้นความตระหนักถึงปัญหาความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาให้ตรงจุดเราเชื่อว่าแก้ปัญหา แล้วคะแนน PISA จะขึ้นด้วย การรู้ถึงต้นตอคราวนี้ระยะสั้นระยะยาวเราทําหลายประเด็น
ที่จะแก้ปัญหาเหล่านั้นสิ่งที่เป็นกลไกที่พวกเราเองในกระทรวงศึกษาธิการวางแผน และทํามาแล้วด้วย และกําลังจะทําเต็มรูปแบบในงบประมาณปี 2568 ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ anywhere anytime การสนับสนุนการวางระบบแพลตฟอร์มสนับสนุนการเรียนการสอนของคุณครู และนักเรียน การพัฒนาครูให้มีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ active learning ก็คือวิเคราะห์ การกระทําสมรรถนะมากกว่าจดจํา สนับสนุนสื่อสมัยใหม่ และอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อรองรับระบบการเรียนออนไลน์
.
โครงการเรือธงของกระทรวงโครงการหนึ่ง นั่นก็คือ anywhere anytime เป็นเรือธงจริงๆ และเป็นเรือธงที่เราตั้งใจว่าจะเป็นโครงการที่สามารถแก้ปัญหาการศึกษาไทยได้ เราคาดหวัง และชื่อว่าเป็นอย่างนั้น การที่โครงการ anywhere anytime เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา จะแก้ปัญหาลดความเหลื่อมล้ำเพื่อสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงการศึกษา ครูไม่ครบวิชาตรงนี้ก็จะแก้ปัญหาครูเก่งๆ ทั่วประเทศ จะสามารถเรียนได้ทั่วประเทศเช่นกัน โดยการผ่านแอปพลิเคชัน โครงการนี้กําลังจะเริ่มในปีงบประมาณ 2568 แต่เข้าใจท่านสมาชิกรัฐสภายังเป็นห่วงว่าทําไมแจกไม่ทั่ว
.
นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ปี 2568 เป็นปีนําร่องที่เราของบประมาณให้สําเร็จสําหรับเด็กมัธยมปลายจํานวน 500,000 กว่าคน ที่จะได้รับอุปกรณ์นี้ ทําไมต้องไปโรงเรียนมัธยมปลายก่อน เพราะต้องยอมรับทั้งตัวเด็กเองก็มีความพร้อมในการใช้อุปกรณ์เหล่านั้น โรงเรียนมัธยม ในส่วนตัวโรงเรียนเองก็มีความพร้อมไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า ระบบอุปกรณ์เสริมต่างๆ ที่จะรองรับอุปกรณ์ที่ต้องไป แต่เป้าหมายเราไม่ใช่แค่ 500,000 เป้าหมายเราคือเด็กไทยในสังกัด และอาชีวะในระบบการศึกษาจะต้องได้รับอุปกรณ์เหล่านี้ ท่านคงจะไปเปิดลาซาด้าไปดูแอปพลิเคชันแล้วบอกว่า เช่าเครื่องจะถูกกว่ากระทรวง ต่อไปนี้ก็จะต้องมาเทียบราคากันแล้วว่า ลาซาด้า หรือแอปพลิเคชันที่นำมาเทียบกัน ว่า อะไรดีกว่ากัน
.
"ผมกล้าพูดอย่างนี้เพราะเรามีความตั้งใจจริง แต่ต้องขอบคุณทุกหน่วยงานทั้งภาคเอกชนที่จะเข้ามาพัฒนาการศึกษาท่านจะเห็นราคาที่ตกใจว่ากระทรวงทําได้อย่างไร อันนี้ก็อยากให้ดูว่างบประมาณอยากจะบอกว่า เราจะใช้อย่างคุ้มค่าและจะประหยัดที่สุดครับ"
ส่วนเรื่องของความห่วงใยเรื่องการปิดศูนย์การเรียนของเด็กข้ามชาติที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งกระทรวงฯ ยืนยันตรงนี้ เด็กทั้งสัญชาติไทย และไม่ใช่สัญชาติไทย ที่อยู่ในประเทศไทยจะต้องได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม การที่ศูนย์จัดตั้งโดนปิดเนื่องจากผิดกฎหมายตามพ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน สิ่งที่เราห่วงคือเด็ก 1,600 กว่าคน ที่อยู่ที่ศูนย์การศึกษานั้น วันนี้ 1,677 คน เข้าสู่สถานศึกษาครบทั้ง 1,677 คน หนึ่งปีที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พลตํารวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ ได้รับตําแหน่ง และในรัฐบาลชุดใหม่ การสร้างความสุขให้กับครู และนักเรียนเพื่อให้เรียนดีตามนโยบายเรียนดี มีความสุข พวกเราขับเคลื่อนกันอย่างเต็มที่ และเชื่อว่าถ้าถามบุคคลากร หรือถามผู้ที่เกี่ยวข้อง ความสุขที่ไม่เคยมีก็เริ่มกลับมาหลายๆ เรื่อง ปัญหาที่ไม่เคยแก้ได้ในอดีต ก็แก้ปัญหาได้หลายๆ เรื่อง เพราะเรามีความตั้งใจ ทั้งนี้ ขอขอบคุณท่านที่ให้ความห่วงใยกับการศึกษาในครั้งนี้ นายสุรศักดิ์ กล่าวในท้ายที่สุด