เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับมอบหมายจาก นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และพลตํารวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้มาตอบกระทู้แทนเกี่ยวกับแนวทางการจัดการศึกษาสําหรับกลุ่มเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรที่อยู่ในประเทศไทย โดยนายสุรศักดิ์ ได้ตอบกระทู้ชี้แจงตอนหนึ่งว่า รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการปกป้องสิทธิเด็ก (อายุต่ำกว่า 18 ปี) เป็นอย่างยิ่ง และไม่ได้ปล่อยปละละเลยให้เกิดการละเมิดสิทธิเด็กด้วยการกระทำที่เป็นการผลักดันเด็กออกจากระบบการศึกษา แต่ได้มีการดำเนินงานที่คํานึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ โดยยึดตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child - CRC) ซึ่งประกอบด้วยสิทธิ 4 ด้าน ได้แก่ สิทธิที่จะมีชีวิตรอด สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง สิทธิที่จะได้รับการพัฒนา และสิทธิที่จะมีส่วนร่วม ซึ่งตระหนักถึงการพัฒนาโดยการส่งเสริมให้เด็กได้รับการศึกษา ควบคู่กับการส่งเสริมให้เด็กได้เติบโตในสภาพแวดล้อมของครอบครัว โดยได้รับการคุ้มครองจากความรุนแรง การปล่อยปละละเลย และการแสวงหาประโยชน์ ดังนั้น สิทธิด้านการศึกษา จึงควรอยู่บนพื้นฐานของการได้เติบโต ในสภาพแวดล้อมของครอบครัว การมีผู้ดูแลหลัก และมีความปลอดภัย เป็นสำคัญ และยึดหลักปฏิบัติการคุ้มครองเด็ก ตามพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 โดยไม่มีการดำเนินคดีกับเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทย และมีมาตรการการส่งเด็กกลับคืนให้กับครอบครัว โดยไม่ใช่ลักษณะ การผลักดันเด็กกลับ (Deportation) หรือการละเมิดสิทธิเด็ก
“ ที่ผ่านมา รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ก.มหาดไทย ก.ศึกษาธิการ (ศธ.) และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ทําเรื่องนี้ ไม่มีการดําเนินคดีกับเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทย หรือไม่เคยที่จะผลักดันเด็กให้กลับโดยไม่สมัครใจ ผู้ปฏิบัติงานทุกคนทราบดีเราต้องทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ซึ่งกําหนดให้จัดการศึกษาให้แก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทย โดยได้กําหนดให้ ศธ. ออกระเบียบ ศธ. ด้วยหลักฐานในการรับนักเรียน นักศึกษาเข้า เรียนในสถานศึกษา พ.ศ. 2548 เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย และเปิดกว้างให้ทุกคนเข้าเรียนได้โดยไม่จำกัดระดับ ประเภท หรือพื้นที่ ซึ่งยืนยันว่าเด็กรหัส G ที่ ศธ.ได้ออกให้กับเด็กที่ไม่สามารถพิสูจน์สัญชาติได้ หรือเด็กไม่ปรากฏข้อมูลบนทะเบียนราษฎร ว่า เป็นเด็กชาติใด กลุ่มใด ซึ่งก็มีมิติที่หลากหลาย โดยเด็กเหล่านั้นเมื่อไปสู่ขบวนการที่โรงเรียนจะเป็นผู้เนินดำการตามขบวนการเพื่อบันทึกรหัส G ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนของสังกัดใดก็ตาม หน่วยงานสถานศึกษาทั้งหมดจะเป็นผู้มีหน้าที่ลงรหัสตัว G ให้กับเด็กที่เข้าสู่ระบบการศึกษาในสถานศึกษานั้นๆ เมื่อเสร็จขบวนการทั้งหมด ก็จะรวมข้อมูลไปที่ศธ.ว่ามีการลงทะเบียนรหัส G แล้วทั้งหมดกี่คน ศธ.ก็จะทำขบวนการต่อไป”รมช.ศธ. กล่าว
.
นายสุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้เด็กที่ได้รับรหัส G จาก ศธ. แล้ว ก็จะได้รับเงินอุดหนุนด้านการศึกษารายหัวเทียบเท่ากับเด็กทั่วไป และได้รับงบประมาณจากรัฐบาลโดยการใช้รหัส G สิทธิ์ต่อไปที่จะส่งต่อจากรหัส G คือการออกเลข 13 หลัก ขบวนการนั้นคือ การที่ ศธ.ส่งข้อมูลเด็กที่ได้รับการลงรหัส G แล้ว ไปยังกรมการปกครอง ก.มหาดไทย เพื่อมีการพิสูจน์ตรวจสอบข้อมูลเพื่อหาดูหลักเกณฑ์ว่าเด็กตรวจรหัส G เหล่านั้นจะเข้าข่ายได้รับเลข 13 หลักที่ขึ้นด้วยรหัสศูนย์หรือไม่ต่อไป โดยในสัปดาห์หน้ากรมการปกครองจะมีการลงพื้นที่ไปทำเวิร์คชอป ที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีเด็กรหัส G กว่าหนึ่งพันคน ทั้งนี้จะมีทางกระทรวงการยุติธรรม คอยช่วยในการสืบทราบการประสานข้อมูลระหว่างโรงเรียน ระหว่างหน่วยปฏิบัติงานในพื้นที่ เพื่อให้มีความเข้าใจ และรวดเร็วมากขึ้น อย่างไรก็ตามเด็กทุกคนถึงแม้จะได้รับเลข 13 หลัก หรือไม่ได้รับ แต่เด็กที่มีรหัส G ต้องได้รับการศึกษา ได้รับงบประมาณที่อุดหนุน และสนับสนุนเทียบเท่ากับเด็กทั่วไป ได้รับประโยชน์ ด้านการศึกษาอย่างเต็มที่ ส่วนสิทธิ์การรักษาพยาบาล สิทธิ์ด้านอื่นๆ ที่รหัส G นั้นจะยังไม่ได้ กระทรวงสาธารณสุข ได้มีการยืนยันว่าการรักษาพยาบาลบนพื้นฐานมนุษยชนที่จะดูแลผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วย เจ้าหน้าที่สาธารณสุขก็ปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ในการดูแลรักษาพยาบาล
.
ต่อข้อซักถามที่ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเร่งนําข้อเสนอในรายงานผลการพิจารณาศึกษาแนวทางการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทย ของคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ไปดำเนินการปฏิบัติเพื่อเป็นการรับรองสิทธิทางการศึกษาของเด็กทุกคนในเขตประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขึ้นทะเบียนรหัส G Code ให้กับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร เพื่อที่เด็กกลุ่มนี้จะได้เข้ารับการศึกษาได้อย่างทั่วถึง ได้หรือไม่อย่างไร
นายสุรศักดิ์ ได้ตอบกระทู้ชี้แจงตอนหนึ่งว่า เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2567 ทางสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ส่งรายงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่องญัตติเพื่อพิจารณาแนวทางการจัดการศึกษาสําหรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทย ของคณะกรรมาธิการการศึกษาสภาผู้แทนราษฎร มาให้ ศธ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา ซึ่ง ศธ.ได้เร่งดำเนินการจัดการประชุมหารือเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2567 โดยมีหัวหน้าผู้ตรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งตัวผู้แทนจาก ก.มหาดไทย ก.แรงงาน ก.พัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ ก.สาธารณสุข และสํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเข้าร่วมประชุมด้วย ซึ่งแนวทางทั้งหมดที่ทางกมธ. ได้ส่งมาให้ ศธ. และได้นํามาหารือทุกเรื่องตามแนวทางที่มีประโยชน์
“ทั้งนี้ในรายงานฉบับนั้นมีข้อเสนอติดตามและให้คำแนะนํา 2 ด้าน คือ ด้านการขึ้นทะเบียนรหัสประจําตัวผู้เรียน (G โค้ด) และด้านการพัฒนาสถานะบุคคล ของนักเรียนที่มีเลขประจําตัวขึ้นด้วยอักษร G ให้เป็นเลขประจําตัวประชาชน 13 หลัก ก็คือการเปลี่ยนจากตัว G เป็นเลข 13 หลักในบัตรประชาชน ซึ่งแนวทาง 2 ด้าน ที่ทางรายงานของ กมธ.การศึกษาให้มานั้น คือ ด้านการขึ้นทะเบียน รหัสประจําตัวผู้เรียน G โค้ด ทางกมธ. แจ้งว่า ขอให้หน่วยงานประสานความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อเร่งสํารวจข้อมูลของเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทย ทาง ก.ศึกษาธิการ ก.มหาดไทย ก.แรงงาน ก.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ก็มีการจัดตั้งคณะทํางานร่วมกัน เพื่อแยกแยะข้อมูลของเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทยในแต่ละกลุ่ม โดยให้ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร สํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นฝ่ายเลขานุการ เรื่องนี้สอดรับกับเรื่องดรอปเอาท์ด้วย การที่นโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี ในเรื่องของเด็กดรอปเอาท์ ทําให้การทํางานเรื่องนี้ควบคู่กับการสํารวจเด็กที่ออกจากระบบการศึกษา การที่ทุกเขตพื้นที่ทุกโรงเรียน เดินพื้นที่เข้าไปตามพื้นที่ต่างๆ แน่นอนสิ่งที่เราไปค้นหาคือเด็ก 1,255,014 คน ที่อยู่นอกระบบการศึกษา วันนี้ทํางานไปแล้ว ประมาณ 88.83 % คือการทำงานอย่างต่อเนื่อง”รมช.สุรศักดิ์ กล่าว
.
นายสุรศักดิ์ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับด้านการพัฒนาสถานะบุคคลของนักเรียนที่มีตัวเลขประจําตัวขึ้นต้นด้วยรหัส G ให้เป็นตัวเลขประจําตัว 13 หลักซึ่ง ข้อเสนอคือ ขอให้กระทรวงมหาดไทยเร่งรัดดําเนินงานในการพัฒนาสถานะบุคคลของนักเรียนที่ขึ้นต้นด้วยรหัส G และประสานความร่วมมือกับสถานศึกษา ซึ่งยืนยันว่าทุกวันที่ 1 ของทุกเดือน ศธ.จะส่งข้อมูลเด็กรหัส G ให้กับ กระทรวงมหาดไทย ซึ่งกระทรวงมหาดไทย ก็ทํางานเรื่องนี้อย่างเต็มที่ในการลงพื้นที่ ทั้งนี้จากข้อมูลรหัส G จี ที่ ศธ. มีจนถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 มีตัวเลขเด็กรหัส G อยู่ 161,608 คน ที่อยู่ในการศึกษาของไทยวันนี้ ส่วนข้อเสนอแนะของกรรมาธิการที่ขอให้มีการแก้ไขระเบียบการส่งข้อมูลของศธ.ไปยังกระทรวงมหาดไทย 15 รายการ มีจำนวนมากและยุ่งยากนั้น ทางกระทรวงมหาดไทยพิจารณาแล้ว และยืนยันว่าแม้แต่คนไทยก็จำเป็นต้องใช้ข้อมูล 15 ชุดนี้เหมือนกัน เพราะเป็นข้อมูลที่สําคัญ แม้แต่คนไทยก็ยังใช้ 15 รายการในการลงทะเบียนหลักนี้ เช่นเดียวกับคนรหัส G เพื่อเป็นอัตลักษณ์การแยกบุคคลที่ใช้เหมือนกับคนไทยทุกประการ
.
นอกจากนี้ เรื่องของการเรียกรับผลประโยชน์จากเด็กรหัส G นั้น ถ้าเกิดขึ้น แน่นอนว่าไม่ยอม โดยยืนยันว่า เด็กรหัส G มี พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กคุ้มครองอยู่แล้วในเรื่องสิทธิ์ต่างๆ เพราะฉะนั้นถึงกฎหมายจะไม่ได้เอื้อ แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะจับกุม หรือขับเขาออกนอกประเทศ
ยืนยันตรงนี้ให้เด็กรหัส G ทุกคนสบายใจว่า ถ้าเกิดมีการเรียกรับ ไม่จําเป็นต้องทํา เพราะว่าไม่มีอํานาจของเจ้าหน้าที่รัฐที่จะขับไล่ออกจากประเทศโดยไม่สมัครใจ แล้วก็เป็นสิทธิ์ของพื้นฐานความเป็นมนุษย์ทั้งด้านการรักษา และก็การเรียน ซึ่งอะไรก็ตามที่ทุกคนกําลังห่วงนั้น ทางกระทรวงศึกษาธิการ กับสภาความมั่นคงแห่งชาติ กําลังพิจารณาเรื่องการแก้ระเบียบบางประเด็น แต่มุ่งเน้นไปจนถึงสิทธิด้านการศึกษา และสิทธิการรักษาพยาบาลเป็นหลัก โดยคํานึงถึงความมั่นคงด้วย รมช.ศธ.สุรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย
7 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 09:21
"สุรศักดิ์" ย้ำ ให้ ความสำคัญต่อการ ปกป้องสิทธิเด็ก จัดการศึกษาแก่บุคคล ไม่มีสัญชาติไทย
“สุรศักดิ์” ย้ำ รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการปกป้องสิทธิเด็ก ชี้ ผู้ปฏิบัติงานทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ลั่น ครม.มีมติชัด กําหนดให้จัดการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทยได้เข้าเรียน
เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับมอบหมายจาก นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และพลตํารวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้มาตอบกระทู้แทนเกี่ยวกับแนวทางการจัดการศึกษาสําหรับกลุ่มเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรที่อยู่ในประเทศไทย โดยนายสุรศักดิ์ ได้ตอบกระทู้ชี้แจงตอนหนึ่งว่า รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการปกป้องสิทธิเด็ก (อายุต่ำกว่า 18 ปี) เป็นอย่างยิ่ง และไม่ได้ปล่อยปละละเลยให้เกิดการละเมิดสิทธิเด็กด้วยการกระทำที่เป็นการผลักดันเด็กออกจากระบบการศึกษา แต่ได้มีการดำเนินงานที่คํานึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ โดยยึดตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child - CRC) ซึ่งประกอบด้วยสิทธิ 4 ด้าน ได้แก่ สิทธิที่จะมีชีวิตรอด สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง สิทธิที่จะได้รับการพัฒนา และสิทธิที่จะมีส่วนร่วม ซึ่งตระหนักถึงการพัฒนาโดยการส่งเสริมให้เด็กได้รับการศึกษา ควบคู่กับการส่งเสริมให้เด็กได้เติบโตในสภาพแวดล้อมของครอบครัว โดยได้รับการคุ้มครองจากความรุนแรง การปล่อยปละละเลย และการแสวงหาประโยชน์ ดังนั้น สิทธิด้านการศึกษา จึงควรอยู่บนพื้นฐานของการได้เติบโต ในสภาพแวดล้อมของครอบครัว การมีผู้ดูแลหลัก และมีความปลอดภัย เป็นสำคัญ และยึดหลักปฏิบัติการคุ้มครองเด็ก ตามพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 โดยไม่มีการดำเนินคดีกับเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทย และมีมาตรการการส่งเด็กกลับคืนให้กับครอบครัว โดยไม่ใช่ลักษณะ การผลักดันเด็กกลับ (Deportation) หรือการละเมิดสิทธิเด็ก
“ ที่ผ่านมา รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ก.มหาดไทย ก.ศึกษาธิการ (ศธ.) และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ทําเรื่องนี้ ไม่มีการดําเนินคดีกับเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทย หรือไม่เคยที่จะผลักดันเด็กให้กลับโดยไม่สมัครใจ ผู้ปฏิบัติงานทุกคนทราบดีเราต้องทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ซึ่งกําหนดให้จัดการศึกษาให้แก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทย โดยได้กําหนดให้ ศธ. ออกระเบียบ ศธ. ด้วยหลักฐานในการรับนักเรียน นักศึกษาเข้า เรียนในสถานศึกษา พ.ศ. 2548 เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย และเปิดกว้างให้ทุกคนเข้าเรียนได้โดยไม่จำกัดระดับ ประเภท หรือพื้นที่ ซึ่งยืนยันว่าเด็กรหัส G ที่ ศธ.ได้ออกให้กับเด็กที่ไม่สามารถพิสูจน์สัญชาติได้ หรือเด็กไม่ปรากฏข้อมูลบนทะเบียนราษฎร ว่า เป็นเด็กชาติใด กลุ่มใด ซึ่งก็มีมิติที่หลากหลาย โดยเด็กเหล่านั้นเมื่อไปสู่ขบวนการที่โรงเรียนจะเป็นผู้เนินดำการตามขบวนการเพื่อบันทึกรหัส G ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนของสังกัดใดก็ตาม หน่วยงานสถานศึกษาทั้งหมดจะเป็นผู้มีหน้าที่ลงรหัสตัว G ให้กับเด็กที่เข้าสู่ระบบการศึกษาในสถานศึกษานั้นๆ เมื่อเสร็จขบวนการทั้งหมด ก็จะรวมข้อมูลไปที่ศธ.ว่ามีการลงทะเบียนรหัส G แล้วทั้งหมดกี่คน ศธ.ก็จะทำขบวนการต่อไป”รมช.ศธ. กล่าว
.
นายสุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้เด็กที่ได้รับรหัส G จาก ศธ. แล้ว ก็จะได้รับเงินอุดหนุนด้านการศึกษารายหัวเทียบเท่ากับเด็กทั่วไป และได้รับงบประมาณจากรัฐบาลโดยการใช้รหัส G สิทธิ์ต่อไปที่จะส่งต่อจากรหัส G คือการออกเลข 13 หลัก ขบวนการนั้นคือ การที่ ศธ.ส่งข้อมูลเด็กที่ได้รับการลงรหัส G แล้ว ไปยังกรมการปกครอง ก.มหาดไทย เพื่อมีการพิสูจน์ตรวจสอบข้อมูลเพื่อหาดูหลักเกณฑ์ว่าเด็กตรวจรหัส G เหล่านั้นจะเข้าข่ายได้รับเลข 13 หลักที่ขึ้นด้วยรหัสศูนย์หรือไม่ต่อไป โดยในสัปดาห์หน้ากรมการปกครองจะมีการลงพื้นที่ไปทำเวิร์คชอป ที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีเด็กรหัส G กว่าหนึ่งพันคน ทั้งนี้จะมีทางกระทรวงการยุติธรรม คอยช่วยในการสืบทราบการประสานข้อมูลระหว่างโรงเรียน ระหว่างหน่วยปฏิบัติงานในพื้นที่ เพื่อให้มีความเข้าใจ และรวดเร็วมากขึ้น อย่างไรก็ตามเด็กทุกคนถึงแม้จะได้รับเลข 13 หลัก หรือไม่ได้รับ แต่เด็กที่มีรหัส G ต้องได้รับการศึกษา ได้รับงบประมาณที่อุดหนุน และสนับสนุนเทียบเท่ากับเด็กทั่วไป ได้รับประโยชน์ ด้านการศึกษาอย่างเต็มที่ ส่วนสิทธิ์การรักษาพยาบาล สิทธิ์ด้านอื่นๆ ที่รหัส G นั้นจะยังไม่ได้ กระทรวงสาธารณสุข ได้มีการยืนยันว่าการรักษาพยาบาลบนพื้นฐานมนุษยชนที่จะดูแลผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วย เจ้าหน้าที่สาธารณสุขก็ปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ในการดูแลรักษาพยาบาล
.
ต่อข้อซักถามที่ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเร่งนําข้อเสนอในรายงานผลการพิจารณาศึกษาแนวทางการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทย ของคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ไปดำเนินการปฏิบัติเพื่อเป็นการรับรองสิทธิทางการศึกษาของเด็กทุกคนในเขตประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขึ้นทะเบียนรหัส G Code ให้กับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร เพื่อที่เด็กกลุ่มนี้จะได้เข้ารับการศึกษาได้อย่างทั่วถึง ได้หรือไม่อย่างไร
นายสุรศักดิ์ ได้ตอบกระทู้ชี้แจงตอนหนึ่งว่า เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2567 ทางสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ส่งรายงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่องญัตติเพื่อพิจารณาแนวทางการจัดการศึกษาสําหรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทย ของคณะกรรมาธิการการศึกษาสภาผู้แทนราษฎร มาให้ ศธ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา ซึ่ง ศธ.ได้เร่งดำเนินการจัดการประชุมหารือเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2567 โดยมีหัวหน้าผู้ตรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งตัวผู้แทนจาก ก.มหาดไทย ก.แรงงาน ก.พัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ ก.สาธารณสุข และสํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเข้าร่วมประชุมด้วย ซึ่งแนวทางทั้งหมดที่ทางกมธ. ได้ส่งมาให้ ศธ. และได้นํามาหารือทุกเรื่องตามแนวทางที่มีประโยชน์
“ทั้งนี้ในรายงานฉบับนั้นมีข้อเสนอติดตามและให้คำแนะนํา 2 ด้าน คือ ด้านการขึ้นทะเบียนรหัสประจําตัวผู้เรียน (G โค้ด) และด้านการพัฒนาสถานะบุคคล ของนักเรียนที่มีเลขประจําตัวขึ้นด้วยอักษร G ให้เป็นเลขประจําตัวประชาชน 13 หลัก ก็คือการเปลี่ยนจากตัว G เป็นเลข 13 หลักในบัตรประชาชน ซึ่งแนวทาง 2 ด้าน ที่ทางรายงานของ กมธ.การศึกษาให้มานั้น คือ ด้านการขึ้นทะเบียน รหัสประจําตัวผู้เรียน G โค้ด ทางกมธ. แจ้งว่า ขอให้หน่วยงานประสานความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อเร่งสํารวจข้อมูลของเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทย ทาง ก.ศึกษาธิการ ก.มหาดไทย ก.แรงงาน ก.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ก็มีการจัดตั้งคณะทํางานร่วมกัน เพื่อแยกแยะข้อมูลของเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทยในแต่ละกลุ่ม โดยให้ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร สํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นฝ่ายเลขานุการ เรื่องนี้สอดรับกับเรื่องดรอปเอาท์ด้วย การที่นโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี ในเรื่องของเด็กดรอปเอาท์ ทําให้การทํางานเรื่องนี้ควบคู่กับการสํารวจเด็กที่ออกจากระบบการศึกษา การที่ทุกเขตพื้นที่ทุกโรงเรียน เดินพื้นที่เข้าไปตามพื้นที่ต่างๆ แน่นอนสิ่งที่เราไปค้นหาคือเด็ก 1,255,014 คน ที่อยู่นอกระบบการศึกษา วันนี้ทํางานไปแล้ว ประมาณ 88.83 % คือการทำงานอย่างต่อเนื่อง”รมช.สุรศักดิ์ กล่าว
.
นายสุรศักดิ์ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับด้านการพัฒนาสถานะบุคคลของนักเรียนที่มีตัวเลขประจําตัวขึ้นต้นด้วยรหัส G ให้เป็นตัวเลขประจําตัว 13 หลักซึ่ง ข้อเสนอคือ ขอให้กระทรวงมหาดไทยเร่งรัดดําเนินงานในการพัฒนาสถานะบุคคลของนักเรียนที่ขึ้นต้นด้วยรหัส G และประสานความร่วมมือกับสถานศึกษา ซึ่งยืนยันว่าทุกวันที่ 1 ของทุกเดือน ศธ.จะส่งข้อมูลเด็กรหัส G ให้กับ กระทรวงมหาดไทย ซึ่งกระทรวงมหาดไทย ก็ทํางานเรื่องนี้อย่างเต็มที่ในการลงพื้นที่ ทั้งนี้จากข้อมูลรหัส G จี ที่ ศธ. มีจนถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 มีตัวเลขเด็กรหัส G อยู่ 161,608 คน ที่อยู่ในการศึกษาของไทยวันนี้ ส่วนข้อเสนอแนะของกรรมาธิการที่ขอให้มีการแก้ไขระเบียบการส่งข้อมูลของศธ.ไปยังกระทรวงมหาดไทย 15 รายการ มีจำนวนมากและยุ่งยากนั้น ทางกระทรวงมหาดไทยพิจารณาแล้ว และยืนยันว่าแม้แต่คนไทยก็จำเป็นต้องใช้ข้อมูล 15 ชุดนี้เหมือนกัน เพราะเป็นข้อมูลที่สําคัญ แม้แต่คนไทยก็ยังใช้ 15 รายการในการลงทะเบียนหลักนี้ เช่นเดียวกับคนรหัส G เพื่อเป็นอัตลักษณ์การแยกบุคคลที่ใช้เหมือนกับคนไทยทุกประการ
.
นอกจากนี้ เรื่องของการเรียกรับผลประโยชน์จากเด็กรหัส G นั้น ถ้าเกิดขึ้น แน่นอนว่าไม่ยอม โดยยืนยันว่า เด็กรหัส G มี พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กคุ้มครองอยู่แล้วในเรื่องสิทธิ์ต่างๆ เพราะฉะนั้นถึงกฎหมายจะไม่ได้เอื้อ แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะจับกุม หรือขับเขาออกนอกประเทศ
ยืนยันตรงนี้ให้เด็กรหัส G ทุกคนสบายใจว่า ถ้าเกิดมีการเรียกรับ ไม่จําเป็นต้องทํา เพราะว่าไม่มีอํานาจของเจ้าหน้าที่รัฐที่จะขับไล่ออกจากประเทศโดยไม่สมัครใจ แล้วก็เป็นสิทธิ์ของพื้นฐานความเป็นมนุษย์ทั้งด้านการรักษา และก็การเรียน ซึ่งอะไรก็ตามที่ทุกคนกําลังห่วงนั้น ทางกระทรวงศึกษาธิการ กับสภาความมั่นคงแห่งชาติ กําลังพิจารณาเรื่องการแก้ระเบียบบางประเด็น แต่มุ่งเน้นไปจนถึงสิทธิด้านการศึกษา และสิทธิการรักษาพยาบาลเป็นหลัก โดยคํานึงถึงความมั่นคงด้วย รมช.ศธ.สุรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย
เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับมอบหมายจาก นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และพลตํารวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้มาตอบกระทู้แทนเกี่ยวกับแนวทางการจัดการศึกษาสําหรับกลุ่มเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรที่อยู่ในประเทศไทย โดยนายสุรศักดิ์ ได้ตอบกระทู้ชี้แจงตอนหนึ่งว่า รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการปกป้องสิทธิเด็ก (อายุต่ำกว่า 18 ปี) เป็นอย่างยิ่ง และไม่ได้ปล่อยปละละเลยให้เกิดการละเมิดสิทธิเด็กด้วยการกระทำที่เป็นการผลักดันเด็กออกจากระบบการศึกษา แต่ได้มีการดำเนินงานที่คํานึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ โดยยึดตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child - CRC) ซึ่งประกอบด้วยสิทธิ 4 ด้าน ได้แก่ สิทธิที่จะมีชีวิตรอด สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง สิทธิที่จะได้รับการพัฒนา และสิทธิที่จะมีส่วนร่วม ซึ่งตระหนักถึงการพัฒนาโดยการส่งเสริมให้เด็กได้รับการศึกษา ควบคู่กับการส่งเสริมให้เด็กได้เติบโตในสภาพแวดล้อมของครอบครัว โดยได้รับการคุ้มครองจากความรุนแรง การปล่อยปละละเลย และการแสวงหาประโยชน์ ดังนั้น สิทธิด้านการศึกษา จึงควรอยู่บนพื้นฐานของการได้เติบโต ในสภาพแวดล้อมของครอบครัว การมีผู้ดูแลหลัก และมีความปลอดภัย เป็นสำคัญ และยึดหลักปฏิบัติการคุ้มครองเด็ก ตามพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 โดยไม่มีการดำเนินคดีกับเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทย และมีมาตรการการส่งเด็กกลับคืนให้กับครอบครัว โดยไม่ใช่ลักษณะ การผลักดันเด็กกลับ (Deportation) หรือการละเมิดสิทธิเด็ก
“ ที่ผ่านมา รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ก.มหาดไทย ก.ศึกษาธิการ (ศธ.) และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ทําเรื่องนี้ ไม่มีการดําเนินคดีกับเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทย หรือไม่เคยที่จะผลักดันเด็กให้กลับโดยไม่สมัครใจ ผู้ปฏิบัติงานทุกคนทราบดีเราต้องทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 ซึ่งกําหนดให้จัดการศึกษาให้แก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทย โดยได้กําหนดให้ ศธ. ออกระเบียบ ศธ. ด้วยหลักฐานในการรับนักเรียน นักศึกษาเข้า เรียนในสถานศึกษา พ.ศ. 2548 เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย และเปิดกว้างให้ทุกคนเข้าเรียนได้โดยไม่จำกัดระดับ ประเภท หรือพื้นที่ ซึ่งยืนยันว่าเด็กรหัส G ที่ ศธ.ได้ออกให้กับเด็กที่ไม่สามารถพิสูจน์สัญชาติได้ หรือเด็กไม่ปรากฏข้อมูลบนทะเบียนราษฎร ว่า เป็นเด็กชาติใด กลุ่มใด ซึ่งก็มีมิติที่หลากหลาย โดยเด็กเหล่านั้นเมื่อไปสู่ขบวนการที่โรงเรียนจะเป็นผู้เนินดำการตามขบวนการเพื่อบันทึกรหัส G ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนของสังกัดใดก็ตาม หน่วยงานสถานศึกษาทั้งหมดจะเป็นผู้มีหน้าที่ลงรหัสตัว G ให้กับเด็กที่เข้าสู่ระบบการศึกษาในสถานศึกษานั้นๆ เมื่อเสร็จขบวนการทั้งหมด ก็จะรวมข้อมูลไปที่ศธ.ว่ามีการลงทะเบียนรหัส G แล้วทั้งหมดกี่คน ศธ.ก็จะทำขบวนการต่อไป”รมช.ศธ. กล่าว
.
นายสุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้เด็กที่ได้รับรหัส G จาก ศธ. แล้ว ก็จะได้รับเงินอุดหนุนด้านการศึกษารายหัวเทียบเท่ากับเด็กทั่วไป และได้รับงบประมาณจากรัฐบาลโดยการใช้รหัส G สิทธิ์ต่อไปที่จะส่งต่อจากรหัส G คือการออกเลข 13 หลัก ขบวนการนั้นคือ การที่ ศธ.ส่งข้อมูลเด็กที่ได้รับการลงรหัส G แล้ว ไปยังกรมการปกครอง ก.มหาดไทย เพื่อมีการพิสูจน์ตรวจสอบข้อมูลเพื่อหาดูหลักเกณฑ์ว่าเด็กตรวจรหัส G เหล่านั้นจะเข้าข่ายได้รับเลข 13 หลักที่ขึ้นด้วยรหัสศูนย์หรือไม่ต่อไป โดยในสัปดาห์หน้ากรมการปกครองจะมีการลงพื้นที่ไปทำเวิร์คชอป ที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีเด็กรหัส G กว่าหนึ่งพันคน ทั้งนี้จะมีทางกระทรวงการยุติธรรม คอยช่วยในการสืบทราบการประสานข้อมูลระหว่างโรงเรียน ระหว่างหน่วยปฏิบัติงานในพื้นที่ เพื่อให้มีความเข้าใจ และรวดเร็วมากขึ้น อย่างไรก็ตามเด็กทุกคนถึงแม้จะได้รับเลข 13 หลัก หรือไม่ได้รับ แต่เด็กที่มีรหัส G ต้องได้รับการศึกษา ได้รับงบประมาณที่อุดหนุน และสนับสนุนเทียบเท่ากับเด็กทั่วไป ได้รับประโยชน์ ด้านการศึกษาอย่างเต็มที่ ส่วนสิทธิ์การรักษาพยาบาล สิทธิ์ด้านอื่นๆ ที่รหัส G นั้นจะยังไม่ได้ กระทรวงสาธารณสุข ได้มีการยืนยันว่าการรักษาพยาบาลบนพื้นฐานมนุษยชนที่จะดูแลผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วย เจ้าหน้าที่สาธารณสุขก็ปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ในการดูแลรักษาพยาบาล
.
ต่อข้อซักถามที่ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเร่งนําข้อเสนอในรายงานผลการพิจารณาศึกษาแนวทางการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทย ของคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ไปดำเนินการปฏิบัติเพื่อเป็นการรับรองสิทธิทางการศึกษาของเด็กทุกคนในเขตประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขึ้นทะเบียนรหัส G Code ให้กับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร เพื่อที่เด็กกลุ่มนี้จะได้เข้ารับการศึกษาได้อย่างทั่วถึง ได้หรือไม่อย่างไร
นายสุรศักดิ์ ได้ตอบกระทู้ชี้แจงตอนหนึ่งว่า เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2567 ทางสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ส่งรายงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่องญัตติเพื่อพิจารณาแนวทางการจัดการศึกษาสําหรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทย ของคณะกรรมาธิการการศึกษาสภาผู้แทนราษฎร มาให้ ศธ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา ซึ่ง ศธ.ได้เร่งดำเนินการจัดการประชุมหารือเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2567 โดยมีหัวหน้าผู้ตรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งตัวผู้แทนจาก ก.มหาดไทย ก.แรงงาน ก.พัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ ก.สาธารณสุข และสํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเข้าร่วมประชุมด้วย ซึ่งแนวทางทั้งหมดที่ทางกมธ. ได้ส่งมาให้ ศธ. และได้นํามาหารือทุกเรื่องตามแนวทางที่มีประโยชน์
“ทั้งนี้ในรายงานฉบับนั้นมีข้อเสนอติดตามและให้คำแนะนํา 2 ด้าน คือ ด้านการขึ้นทะเบียนรหัสประจําตัวผู้เรียน (G โค้ด) และด้านการพัฒนาสถานะบุคคล ของนักเรียนที่มีเลขประจําตัวขึ้นด้วยอักษร G ให้เป็นเลขประจําตัวประชาชน 13 หลัก ก็คือการเปลี่ยนจากตัว G เป็นเลข 13 หลักในบัตรประชาชน ซึ่งแนวทาง 2 ด้าน ที่ทางรายงานของ กมธ.การศึกษาให้มานั้น คือ ด้านการขึ้นทะเบียน รหัสประจําตัวผู้เรียน G โค้ด ทางกมธ. แจ้งว่า ขอให้หน่วยงานประสานความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อเร่งสํารวจข้อมูลของเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทย ทาง ก.ศึกษาธิการ ก.มหาดไทย ก.แรงงาน ก.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ก็มีการจัดตั้งคณะทํางานร่วมกัน เพื่อแยกแยะข้อมูลของเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทยในแต่ละกลุ่ม โดยให้ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร สํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นฝ่ายเลขานุการ เรื่องนี้สอดรับกับเรื่องดรอปเอาท์ด้วย การที่นโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี ในเรื่องของเด็กดรอปเอาท์ ทําให้การทํางานเรื่องนี้ควบคู่กับการสํารวจเด็กที่ออกจากระบบการศึกษา การที่ทุกเขตพื้นที่ทุกโรงเรียน เดินพื้นที่เข้าไปตามพื้นที่ต่างๆ แน่นอนสิ่งที่เราไปค้นหาคือเด็ก 1,255,014 คน ที่อยู่นอกระบบการศึกษา วันนี้ทํางานไปแล้ว ประมาณ 88.83 % คือการทำงานอย่างต่อเนื่อง”รมช.สุรศักดิ์ กล่าว
.
นายสุรศักดิ์ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับด้านการพัฒนาสถานะบุคคลของนักเรียนที่มีตัวเลขประจําตัวขึ้นต้นด้วยรหัส G ให้เป็นตัวเลขประจําตัว 13 หลักซึ่ง ข้อเสนอคือ ขอให้กระทรวงมหาดไทยเร่งรัดดําเนินงานในการพัฒนาสถานะบุคคลของนักเรียนที่ขึ้นต้นด้วยรหัส G และประสานความร่วมมือกับสถานศึกษา ซึ่งยืนยันว่าทุกวันที่ 1 ของทุกเดือน ศธ.จะส่งข้อมูลเด็กรหัส G ให้กับ กระทรวงมหาดไทย ซึ่งกระทรวงมหาดไทย ก็ทํางานเรื่องนี้อย่างเต็มที่ในการลงพื้นที่ ทั้งนี้จากข้อมูลรหัส G จี ที่ ศธ. มีจนถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 มีตัวเลขเด็กรหัส G อยู่ 161,608 คน ที่อยู่ในการศึกษาของไทยวันนี้ ส่วนข้อเสนอแนะของกรรมาธิการที่ขอให้มีการแก้ไขระเบียบการส่งข้อมูลของศธ.ไปยังกระทรวงมหาดไทย 15 รายการ มีจำนวนมากและยุ่งยากนั้น ทางกระทรวงมหาดไทยพิจารณาแล้ว และยืนยันว่าแม้แต่คนไทยก็จำเป็นต้องใช้ข้อมูล 15 ชุดนี้เหมือนกัน เพราะเป็นข้อมูลที่สําคัญ แม้แต่คนไทยก็ยังใช้ 15 รายการในการลงทะเบียนหลักนี้ เช่นเดียวกับคนรหัส G เพื่อเป็นอัตลักษณ์การแยกบุคคลที่ใช้เหมือนกับคนไทยทุกประการ
.
นอกจากนี้ เรื่องของการเรียกรับผลประโยชน์จากเด็กรหัส G นั้น ถ้าเกิดขึ้น แน่นอนว่าไม่ยอม โดยยืนยันว่า เด็กรหัส G มี พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กคุ้มครองอยู่แล้วในเรื่องสิทธิ์ต่างๆ เพราะฉะนั้นถึงกฎหมายจะไม่ได้เอื้อ แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะจับกุม หรือขับเขาออกนอกประเทศ
ยืนยันตรงนี้ให้เด็กรหัส G ทุกคนสบายใจว่า ถ้าเกิดมีการเรียกรับ ไม่จําเป็นต้องทํา เพราะว่าไม่มีอํานาจของเจ้าหน้าที่รัฐที่จะขับไล่ออกจากประเทศโดยไม่สมัครใจ แล้วก็เป็นสิทธิ์ของพื้นฐานความเป็นมนุษย์ทั้งด้านการรักษา และก็การเรียน ซึ่งอะไรก็ตามที่ทุกคนกําลังห่วงนั้น ทางกระทรวงศึกษาธิการ กับสภาความมั่นคงแห่งชาติ กําลังพิจารณาเรื่องการแก้ระเบียบบางประเด็น แต่มุ่งเน้นไปจนถึงสิทธิด้านการศึกษา และสิทธิการรักษาพยาบาลเป็นหลัก โดยคํานึงถึงความมั่นคงด้วย รมช.ศธ.สุรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย