หารือ ม.หนานจิงเทค ด้านอุดมศึกษา-วิจัย -พัฒนากำลังคน

หารือ ม.หนานจิงเทค ด้านอุดมศึกษา-วิจัย -พัฒนากำลังคน

“พญ.เพชรดาว” ที่ปรึกษา รมว.อว. หารือ ผู้แทนมหาวิทยาลัยหนานจิงเทค เสริมความร่วมมือด้านอุดมศึกษาและวิจัย พัฒนากำลังคนรองรับเศรษฐกิจนวัตกรรม ไทย-จีน เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้การต้อนรับและหารือความร่วมมือเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการและงานวิจัยระหว่างไทยและจีน รวมทั้งเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาไทยและจีน ร่วมกับศาสตราจารย์ลิ่ง เสียง (Prof. LING Xiang) รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยหนานจิงเทค สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมด้วยคณะ โดยมี ผศ.ดร.ปมทอง มาลากุล ณ อยุธยา ผู้แทนที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ผศ.ดร.กร พวงนาค รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ดร.มัณฑนา เตี๋ยวงษ์สุวรรณ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ผู้แทนที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และผู้บริหารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 3B ชั้น 3 อาคารพระจอมเกล้า สป.อว. (โยธี) . พญ.เพชรดาว กล่าวว่า กระทรวง อว. กำกับดูแลทั้งสถาบัน/หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และการวิจัย 16 แห่ง รวมทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐรวม 154 แห่ง โดยมีนโยบายมุ่งผลิตและพัฒนากำลังคน สร้างองค์ความรู้ และสร้างนวัตกรรมให้แก่ประเทศ ซึ่งในด้านการอุดมศึกษา อว. มุ่งเน้นให้มหาวิทยาลัยจัดการศึกษาที่มีคุณภาพและมาตรฐานเทียบเท่าระดับสากล พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนทั้งสายวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ให้ก้าวทันต่อบริบทโลก รวมทั้งผลิตบัณฑิตที่มีความรู้และทักษะสอดคล้องกับความต้องการของตลาตแรงงาน หรือสามารถพัฒนาไปสู่การเป็นผู้ประกอบการใหม่ นอกจากนี้ ยังมุ่งให้สถาบันอุดมศึกษามีบทบาทในการ upsill/reskill คนวัยทำงาน เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ดังนั้นในการขับเคลื่อนพันธกิจของ อว. จึงต้องอาศัยกลไกความร่วมมือกับต่างประเทศที่จะช่วยเสริมการดำเนินงานตามภารกิจให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งความร่วมมือด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับจีนนั้น นับเป็นความมือในอันดับต้น ๆ ที่ อว. ให้ความสำคัญสูง พญ.เพชรดาว กล่าวต่อว่า ตนทราบมาว่านครหนานจิงมีอัตลักษณ์เฉพาะตัวซึ่งมีความโดดเด่นในด้านศิลปวัฒนธรรมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,500 ปี จนได้รับการยกย่องจาก UNESCO ว่าเป็น “เมืองวรรณกรรมโลก" อีกทั้งนครหนานจิงยังมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมผ่านการส่งเสริมอุตสาหกรรมด้านอุปกรณ์การผลิตขั้นสูง ยาชีวภาพ AI และหุ่นยนต์ จนได้รับการรับรองรัฐบาลกลางให้เป็น “เมืองแห่ง Sofware” ที่มีความโดดเด่นด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเมืองแรกในจีนอีกด้วย ในการนี้ มหาวิทยาลัยหนานจิงเทคซึ่งเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีคุณภาพสูงในด้านการเรียนการสอนและการวิจัย โดยเฉพาะในสาขาวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งมีโครงการความร่วมมือและแลกเปลี่ยนนักศึกษากับมหาวิทยาลัยชั้นนำในหลายประเทศทั่วโลก อว. ยินดีสนับสนุนให้มหาวิทยาสัยไทยมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหนานจิงเทค โดยเฉพาะการพัฒนาทุนมนุษย์ การทำวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของการแลกเปลี่ยนนักศึกษา อาจารย์ และนักวิจัย รวมถึงการทำวิจัยร่วมหรือการพัฒนาหลักสูตรร่วมระหว่างกันต่อไป . “การแลกเปลี่ยนข้อมูลและวิสัยทัศน์และข้อมูลระหว่างกันในครั้งนี้ เป็นประโยชน์ต่อการริเริ่มความร่วมมือระหว่างกันต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นสาขาที่มหาวิทยาลัยหนานจิงเทศมีความเชี่ยวชาญ การทำวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน และตนหวังว่าจะได้มีโอกาสไปเยือนมหาวิทยาลัยหนานจิงเทคในอนาคต” ที่ปรึกษา รมว.อว. กล่าว ด้าน ศาสตราจารย์ลิ่ง เสียง กล่าวว่า มหาวิทยาลัยนานจิงเทคเป็นสถาบันการศึกษาที่มุ่งเน้นด้านเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมีจุดแข็งในอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมยาและอุตสาหกรรมไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาวิศวกรรมเคมี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสาขาที่มีความแข็งแกร่งที่สุด และยังเป็นฐานการผลิตขนาดใหญ่ที่สุดของโลกอีกด้วย นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังมีคณะวิศวกรรมชีวภาพที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง ให้จัดตั้งเป็นฐานสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ศูนย์วิศวกรรม ศูนย์นวัตกรรม และศูนย์วิศวกรรมชีวภาพ พร้อมกันนี้ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานและสิ่งแวดล้อม โดยเป็นต้นแบบของสถาบันที่บูรณาการการศึกษา อุตสาหกรรม และการวิจัยเข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ ในด้านทุนวิจัย ปัจจุบันมหาวิทยาลัยได้รับการสนับสนุนจากภาคอุตสาหกรรมถึงร้อยละ 70 และอีกร้อยละ 30 มาจากภาครัฐบาล เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสหารือและแสวงหาความร่วมมือกับฝ่ายไทย เพื่อร่วมกันพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพ มีทักษะ และพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างแท้จริง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการหารือในครั้งนี้จะนำไปสู่ความร่วมมือที่แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นในอนาคต