วันที่ 2 ตุลาคม 2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.กระบี่ เขต 3 พรรคภูมิใจไทย อภิปรายเพิ่มเติมในฐานะอนุกรรมการฯ ญัตติแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าแพง โดยเน้นให้คณะอนุกรรมการพิจารณานำประเด็นโรงไฟฟ้าที่ทิ้งร้างและปัญหาการเข้าถึงไฟฟ้าของประชาชนมาเป็นข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล
นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า รายงานของคณะอนุกรรมาธิการถือว่าทำได้สมบูรณ์ในระดับหนึ่ง แต่ยังมีประเด็นเพิ่มเติมที่ควรพิจารณา โดยเฉพาะการฟื้นฟูโรงไฟฟ้าเก่าในจังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าดั้งเดิมตั้งแต่ปี 2503 เคยใช้ถ่านหินลิกไนต์ และเปลี่ยนมาใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และปัจจุบันเป็นเพียงสถานีไฟฟ้าสำรอง (substation) ซึ่งมีบริษัทจากประเทศญี่ปุ่น แสดงความสนใจที่จะใช้พื้นที่ และเครื่องจักรเดิมมาพัฒนาเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำหรือพลังงานสะอาดอื่น ๆ เช่น ไฮโดรเจน เพื่อรองรับความต้องการพลังงานในพื้นที่ภาคใต้และลดต้นทุนค่าไฟในระยะยาว
"คิดว่า ถ้านำโรงไฟฟ้าเดิมในกระบี่มาฟื้นฟูและพัฒนาเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำหรือพลังงานสะอาด จะเป็นโรงไฟฟ้าที่ทันสมัย มีมาตรฐาน และต้นทุนต่ำ เพื่อเป็นแหล่งพลังงานสะอาดในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะในภูมิภาคอันดามันที่มีแหล่งท่องเที่ยวมาก" สส.กระบี่ กล่าว
นายสฤษฏ์พงษ์ ยังได้เสนอให้รัฐบาลพิจารณา ทบทวน เป็นการหลีกเลี่ยงปัญหาการคัดค้านจาก NGO ที่เกิดขึ้นจากการใช้ถ่านหินบิทูมินัส และหลีกเลี่ยงการลงทุนสูงในการสร้างท่อก๊าซจากอ่าวไทย นอกจากนี้ เรื่องโครงข่ายสายส่งขนาดใหญ่ในภาคใต้ยังมีความสุ่มเสี่ยง และต้องมีการทบทวนเพื่อสำรองระบบ เนื่องจากเคยเกิดเหตุการณ์พายุทำให้เสาไฟขนาดใหญ่ล้มและไฟดับทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งการขยายเขตไฟฟ้ามีต้นทุนสูง และภาระตกอยู่กับประชาชนรายสุดท้ายที่ต้องลงทุนปักเสาพาดสายเองก่อน แล้วจึงยกเสาและมิเตอร์ให้กับการไฟฟ้าฯ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ยากจน ทำให้ไม่มีโอกาสลงทุน
นายสฤษฏ์พงษ์ เรียกร้องให้หน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะกองทุนพลังงาน ซึ่งมีเงินสะสมอยู่หลายหมื่นล้านบาท เข้ามาเก็บตก และสนับสนุนแผงโซลาร์เซลล์ครัวเรือน ให้กับพี่น้องที่ยากจนที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ซึ่งงบประมาณแค่ 9 ล้านบาทสำหรับโซลาร์เซลล์ในบางพื้นที่ยังไม่เพียงพอ โดยยกตัวอย่างพื้นที่ เกาะศรีบอยา อ.เหนือคลอง และ เกาะปอ อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวแต่ยังมีประชาชนใช้เครื่องปั่นไฟที่มีราคาสูง และก่อมลภาวะ
สส.กระบี่ ยังเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ และการไฟฟ้าภูมิภาค หยุดโยนความรับผิดชอบค่าไฟแพงกันไปมา ซึ่งไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในการแก้ปัญหา ขอให้คณะอนุกรรมาธิการเพิ่มเติมข้อเสนอเรื่องโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดในกระบี่ไว้ในรายงาน เพื่อให้รัฐบาลได้ทบทวนและผลักดันอย่างจริงจัง
2 ตุลาคม 2568 เวลา 20:19
ชงรัฐบาลปัดฝุ่นโรงไฟฟ้ากระบี่เป็นพลังงานน้ำ หวังลดค่าไฟอันดามัน เร่งช่วยชาวบ้านที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้
"สฤษฏ์พงษ์" ชงรัฐบาลปัดฝุ่นโรงไฟฟ้ากระบี่เป็นพลังงานน้ำ หวังลดค่าไฟอันดามัน แนะเลิกโยนความรับผิดชอบค่าไฟไปมา เร่งช่วยชาวบ้านที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้
วันที่ 2 ตุลาคม 2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.กระบี่ เขต 3 พรรคภูมิใจไทย อภิปรายเพิ่มเติมในฐานะอนุกรรมการฯ ญัตติแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าแพง โดยเน้นให้คณะอนุกรรมการพิจารณานำประเด็นโรงไฟฟ้าที่ทิ้งร้างและปัญหาการเข้าถึงไฟฟ้าของประชาชนมาเป็นข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล
นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า รายงานของคณะอนุกรรมาธิการถือว่าทำได้สมบูรณ์ในระดับหนึ่ง แต่ยังมีประเด็นเพิ่มเติมที่ควรพิจารณา โดยเฉพาะการฟื้นฟูโรงไฟฟ้าเก่าในจังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าดั้งเดิมตั้งแต่ปี 2503 เคยใช้ถ่านหินลิกไนต์ และเปลี่ยนมาใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และปัจจุบันเป็นเพียงสถานีไฟฟ้าสำรอง (substation) ซึ่งมีบริษัทจากประเทศญี่ปุ่น แสดงความสนใจที่จะใช้พื้นที่ และเครื่องจักรเดิมมาพัฒนาเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำหรือพลังงานสะอาดอื่น ๆ เช่น ไฮโดรเจน เพื่อรองรับความต้องการพลังงานในพื้นที่ภาคใต้และลดต้นทุนค่าไฟในระยะยาว
"คิดว่า ถ้านำโรงไฟฟ้าเดิมในกระบี่มาฟื้นฟูและพัฒนาเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำหรือพลังงานสะอาด จะเป็นโรงไฟฟ้าที่ทันสมัย มีมาตรฐาน และต้นทุนต่ำ เพื่อเป็นแหล่งพลังงานสะอาดในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะในภูมิภาคอันดามันที่มีแหล่งท่องเที่ยวมาก" สส.กระบี่ กล่าว
นายสฤษฏ์พงษ์ ยังได้เสนอให้รัฐบาลพิจารณา ทบทวน เป็นการหลีกเลี่ยงปัญหาการคัดค้านจาก NGO ที่เกิดขึ้นจากการใช้ถ่านหินบิทูมินัส และหลีกเลี่ยงการลงทุนสูงในการสร้างท่อก๊าซจากอ่าวไทย นอกจากนี้ เรื่องโครงข่ายสายส่งขนาดใหญ่ในภาคใต้ยังมีความสุ่มเสี่ยง และต้องมีการทบทวนเพื่อสำรองระบบ เนื่องจากเคยเกิดเหตุการณ์พายุทำให้เสาไฟขนาดใหญ่ล้มและไฟดับทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งการขยายเขตไฟฟ้ามีต้นทุนสูง และภาระตกอยู่กับประชาชนรายสุดท้ายที่ต้องลงทุนปักเสาพาดสายเองก่อน แล้วจึงยกเสาและมิเตอร์ให้กับการไฟฟ้าฯ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ยากจน ทำให้ไม่มีโอกาสลงทุน
นายสฤษฏ์พงษ์ เรียกร้องให้หน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะกองทุนพลังงาน ซึ่งมีเงินสะสมอยู่หลายหมื่นล้านบาท เข้ามาเก็บตก และสนับสนุนแผงโซลาร์เซลล์ครัวเรือน ให้กับพี่น้องที่ยากจนที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ซึ่งงบประมาณแค่ 9 ล้านบาทสำหรับโซลาร์เซลล์ในบางพื้นที่ยังไม่เพียงพอ โดยยกตัวอย่างพื้นที่ เกาะศรีบอยา อ.เหนือคลอง และ เกาะปอ อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวแต่ยังมีประชาชนใช้เครื่องปั่นไฟที่มีราคาสูง และก่อมลภาวะ
สส.กระบี่ ยังเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ และการไฟฟ้าภูมิภาค หยุดโยนความรับผิดชอบค่าไฟแพงกันไปมา ซึ่งไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในการแก้ปัญหา ขอให้คณะอนุกรรมาธิการเพิ่มเติมข้อเสนอเรื่องโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดในกระบี่ไว้ในรายงาน เพื่อให้รัฐบาลได้ทบทวนและผลักดันอย่างจริงจัง
วันที่ 2 ตุลาคม 2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.กระบี่ เขต 3 พรรคภูมิใจไทย อภิปรายเพิ่มเติมในฐานะอนุกรรมการฯ ญัตติแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าแพง โดยเน้นให้คณะอนุกรรมการพิจารณานำประเด็นโรงไฟฟ้าที่ทิ้งร้างและปัญหาการเข้าถึงไฟฟ้าของประชาชนมาเป็นข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล
นายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า รายงานของคณะอนุกรรมาธิการถือว่าทำได้สมบูรณ์ในระดับหนึ่ง แต่ยังมีประเด็นเพิ่มเติมที่ควรพิจารณา โดยเฉพาะการฟื้นฟูโรงไฟฟ้าเก่าในจังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าดั้งเดิมตั้งแต่ปี 2503 เคยใช้ถ่านหินลิกไนต์ และเปลี่ยนมาใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และปัจจุบันเป็นเพียงสถานีไฟฟ้าสำรอง (substation) ซึ่งมีบริษัทจากประเทศญี่ปุ่น แสดงความสนใจที่จะใช้พื้นที่ และเครื่องจักรเดิมมาพัฒนาเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำหรือพลังงานสะอาดอื่น ๆ เช่น ไฮโดรเจน เพื่อรองรับความต้องการพลังงานในพื้นที่ภาคใต้และลดต้นทุนค่าไฟในระยะยาว
"คิดว่า ถ้านำโรงไฟฟ้าเดิมในกระบี่มาฟื้นฟูและพัฒนาเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำหรือพลังงานสะอาด จะเป็นโรงไฟฟ้าที่ทันสมัย มีมาตรฐาน และต้นทุนต่ำ เพื่อเป็นแหล่งพลังงานสะอาดในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะในภูมิภาคอันดามันที่มีแหล่งท่องเที่ยวมาก" สส.กระบี่ กล่าว
นายสฤษฏ์พงษ์ ยังได้เสนอให้รัฐบาลพิจารณา ทบทวน เป็นการหลีกเลี่ยงปัญหาการคัดค้านจาก NGO ที่เกิดขึ้นจากการใช้ถ่านหินบิทูมินัส และหลีกเลี่ยงการลงทุนสูงในการสร้างท่อก๊าซจากอ่าวไทย นอกจากนี้ เรื่องโครงข่ายสายส่งขนาดใหญ่ในภาคใต้ยังมีความสุ่มเสี่ยง และต้องมีการทบทวนเพื่อสำรองระบบ เนื่องจากเคยเกิดเหตุการณ์พายุทำให้เสาไฟขนาดใหญ่ล้มและไฟดับทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งการขยายเขตไฟฟ้ามีต้นทุนสูง และภาระตกอยู่กับประชาชนรายสุดท้ายที่ต้องลงทุนปักเสาพาดสายเองก่อน แล้วจึงยกเสาและมิเตอร์ให้กับการไฟฟ้าฯ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ยากจน ทำให้ไม่มีโอกาสลงทุน
นายสฤษฏ์พงษ์ เรียกร้องให้หน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะกองทุนพลังงาน ซึ่งมีเงินสะสมอยู่หลายหมื่นล้านบาท เข้ามาเก็บตก และสนับสนุนแผงโซลาร์เซลล์ครัวเรือน ให้กับพี่น้องที่ยากจนที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ซึ่งงบประมาณแค่ 9 ล้านบาทสำหรับโซลาร์เซลล์ในบางพื้นที่ยังไม่เพียงพอ โดยยกตัวอย่างพื้นที่ เกาะศรีบอยา อ.เหนือคลอง และ เกาะปอ อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวแต่ยังมีประชาชนใช้เครื่องปั่นไฟที่มีราคาสูง และก่อมลภาวะ
สส.กระบี่ ยังเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ และการไฟฟ้าภูมิภาค หยุดโยนความรับผิดชอบค่าไฟแพงกันไปมา ซึ่งไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในการแก้ปัญหา ขอให้คณะอนุกรรมาธิการเพิ่มเติมข้อเสนอเรื่องโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดในกระบี่ไว้ในรายงาน เพื่อให้รัฐบาลได้ทบทวนและผลักดันอย่างจริงจัง