มีไข้สูง อาจต้องรอกลับรอบ 2 ! "อนุทิน" แจงนโยบายรับคนไทยที่อู่ฮั่น

มีไข้สูง อาจต้องรอกลับรอบ 2 ! "อนุทิน" แจงนโยบายรับคนไทยที่อู่ฮั่น

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าวถึงมาตรการการรับคนไทยที่เมืองอู่ฮั่นประเทศจีนกลับประเทศในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 ว่า เรื่องการรับตัวคนไทยนั้น มีความพร้อม มีความมั่นใจ ภารกิจตรงนี้นอกจากแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขเรายังมีแพทย์ทหาร ที่เชี่ยวชาญเรื่องโรคระบาด รวมไปถึงแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพจิตอยู่บนเครื่องบินด้วย นอกจากนั้นยังมีบุรุษพยาบาล ต้องเรียนย้ำว่าคนที่เราไปรับ คาดว่าทุกคนจะมีสุขภาพแข็งแรงเพราะแต่ละคน อยู่ที่บ้านกันตลอดไม่ได้เดินทางไปไหนระหว่างเกิดโรคระบาดที่ประเทศจีน การเดินทางของเค้าจะเป็นการเดินทางมาที่สนามบินในวันที่ 4 เท่านั้น แต่ถ้าหากป่วยตรวจพบว่ามีไข้สูง ก็อาจต้องรอกลับในเที่ยวบินถัดไป แต่ไม่ต้องเป็นห่วง ทางการจะดูแลอย่างดี และจะไปรับอีกรอบ แต่คิดว่าคงไม่มีใครโชคร้ายขนาดนั้น สำหรับมาตรการในการคุมโรคทั่วๆไป ในหลักของการควบคุมโรค หากมองจากบุคคลภายนอกเข้ามา ย่อมไม่มีใครต้องการเห็นผู้ติดเชื้อแม้แต่คนเดียว แต่ในความเป็นจริงย่อมเป็นไปไม่ได้ หลักการคือต้องตรวจให้เข้ม เพื่อเจอผู้ติดเชื้อ ยิ่งเจอเยอะแสดงว่าเรามีประสิทธิภาพ สำหรับมาตรฐานในการรับมือกับโรคระบาด ตนมั่นใจว่ามาตรฐานของประเทศไทยสูงมาก เคยถามกับนักวิชาการต่างประเทศ ทางนั้นบอกว่าการเตรียมพร้อมของทางการไทยพร้อมยิ่งกว่าพร้อม ปัจจุบันนี้มาตรการของเรายกระดับสู่ขีดสูงสุด ทั้งที่สถานการณ์ไปไม่ถึงจุดนั้น แต่เราปรับแผนทั้งหมด เพื่อตอบสนองคำประกาศขององค์การอนามัยโลกที่บอกว่าเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินระหว่างประเทศ นายอนุทินยังกล่าวถึงความสำเร็จในการรักษาผู้ป่วยไวรัสโคโรน่า 2019 ของนายแพทย์จากโรงพยาบาลราชวิถี ที่รักษาผู้ป่วยอาการหนักให้ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง ว่า ผู้ป่วยดังกล่าวมาจากหัวหิน เป็นผู้ป่วยสูงอายุและมีอาการปอดอักเสบ ตอนที่รักษาที่หัวหิน ใช้การรักษาแบบประคับประคอง แต่อาการยิ่งแย่ยิ่งทรุดลงเรื่อยๆจึงส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลราชวิถี หมอที่โรงพยาบาลศึกษาหาข้อมูลจึงพบว่าสามารถใช้ยาต้านไวรัสเอดส์ร่วมกับยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ในการรักษาได้เมื่อทางเลือกมีน้อย ขณะที่สถานการณ์แย่ลงเรื่อยๆจำเป็นต้องตัดสินใจ ณ จุดนี้ต้องชื่นชมคุณหมอว่ามีความกล้าเป็นอย่างยิ่ง ที่สุดแล้วผลของการรักษาออกมาเป็นบวก นับเป็นเรื่องน่ายินดี ส่วนตัวมองว่าการทำงานในยุคปัจจุบันมีความยุ่งยากซับซ้อนมากกว่าในอดีต บุคลากรทางการแพทย์ ตัดสินใจบนความยากลำบาก เพราะมีหลายฝ่ายคอยตรวจสอบ หากว่าการตรวจสอบอยู่บนหลักข้อเท็จจริงก็ดี แต่บางครั้ง การตรวจสอบนั้น ตั้งอยู่บนความไม่รู้ กระทบกับการทำงานของแพทย์แน่นอน