นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า ยังไม่เคยมีพรรคไหนที่กล้าจะดำเนินการเรื่องปลูกกัญชาเสรี อย่างเช่นพรรคภูมิใจไทย โดยกัญชาสามารถที่จะเป็นพืชทางเศรษฐกิจของไทยได้ ทั้งยังสามารถรักษาโรคได้อีกด้วย ตั้งแต่ปี 2559 สภาฯได้มีการขับเคลื่อนเรื่องกฎหมายให้ถูกต้องมาโดยตลอด เสนอจนกลายเป็นกฎหมายแต่ก็ยังคงก้ำกึ่งไว้ และยังคงปิดกั้นเกษตรกรและคนทั่วไป ซึ่งอาจจะทำให้พี่น้องเกษตรกรขาดรายได้ ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะว่ากัญชา ถือเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่ทำให้พี่น้องประชาชนออกจากความยากจนได้ ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าหลายประเทศได้จดสิทธิบัตรกัญชาเป็นยารักษาโรคเรียบร้อยแล้ว เรื่องกัญชาเชื่อมั่นว่าจะสามารถทำเงินให้กับประเทศได้หลายแสนล้านบาท ถ้าออกแบบดีไม่ให้บริษัทยักษ์ใหญ่ผูกขาด แต่ให้กระจายไปสู่พี่น้องประชาชนเกษตรกรสามารถจะสร้างความแข็งแรงให้กับตัวเองได้ นอกจากนี้ นายประพัฒน์ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยจะเป็นศูนย์บำบัดโรคด้วยกัญชา ซึ่งทุกภาคของประเทศไทยมีหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งนี้ผู้ป่วยทั่วโลกจะสามารถมาบำบัดที่ประเทศไทยได้ ความรู้ทั้งหมดสามารถนำไปต่อยอดได้อีกด้วย
ขณะเดียวกัน นายแพทย์ สมยศ กิตติมั่นคง กล่าวว่า เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาภาครัฐได้มีการเปิดให้ปลูกกัญชงได้ ซึ่งกัญชาเอง ก็ถือว่าเป็นพืชตระกูลเดียวกัน ซึ่งต่างกันในเรื่องของกฎหมายแค่นั้น คือยารักษาโรค โดยมีสารในกัญชา 500 ตัว สามารถที่จะนำมาเป็นยารักษาโรคได้ อาทิ ประเทศอิสราเอล นำสารสกัดมาทำยารักษาโรคมะเร็งได้แล้ว ถ้าหากรัฐบาลไทยใจกว้างพอที่จะให้คนปลูกกัญชาได้ ประชาชนก็สามารถนำสายพันธุ์ทั้งหมดขึ้นมาโชว์ได้เช่นกัน และนำมาวิจัยต่อยอดได้อีกด้วย ซึ่งในต่างประเทศมีการวิจัยกัญชาหลายสายพันธุ์แล้ว แต่ละสายพันธุ์จะเหมาะกับการรักษามะเร็งแต่ละชนิดไม่เท่ากัน ทั้งนี้ นายแพทย์สมยศ ระบุว่า กัญชาสามารถรักษาโรคได้ ตั้งแต่ราก ต้น ใบ ดอก และ ผล อีกทั้งยืนยันว่า กัญชาไม่ใช่ยาเสพติด ถ้าประเทศไทยต้องการเป็นศูนย์กระจาย เป็นต้นกำเนิด และเป็นแหล่งที่ใครๆต้องการมารักษาโรคที่ประเทศไทยเพราะเราได้ทำการวิจัยหมดแล้ว เชื่อว่าประเทศไทยจะมีการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นประเทศที่ช่วยเหลือชาวโลกด้วยกัญชาไทยอีกด้วย
ขณะที่นายบัณฑูร นิยมาภา "ลุงตู้" ยืนยันว่า กัญชาไม่ใช่สิ่งเสพติด และให้สารเสพติดน้อยกว่ากาแฟ บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กัญชาคือพืชสมุนไพร และสามารถเป็นยารักษาโรคได้ ทั้งนี้กัญชายังใช้เป็นยารักษายาเสพติดอย่างเฮโรอีน ได้อีกด้วย กัญชาใช้แทนมอร์ฟีนได้ดีเป็นสิบเท่า ปัจจุบันประเทศไทยเสียเงินค่าสั่งยาเคมีจากต่างประเทศเข้ามาหลายแสนล้านบาท ซึ่งถ้าหากประเทศไทยมีการปลูกกัญชาเอง ก็สามารถลดการสั่งซื้อยานอกลงได้ อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังคงมีปัญหาเรื่องของการจดสิทธิบัตรอยู่ โดยทางภาครัฐควรที่จะทบทวนเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน นายบัณฑูร ย้ำว่า กัญชาสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจในประเทศได้โดยนำ แคลิฟอร์เนีย โมเดล เป็นแบบอย่าง
นายศักดิ์สยาม กล่าวสรุปว่า กฎหมายที่ สนช. ให้ความเห็นชอบนั้น ยังมีข้อจำกัด เอื้อให้บริษัทที่มีความพร้อม ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีปราชญ์ชาวบ้านที่มีความรู้เรื่องกัญชา จึงควรเปิดกว้างให้คนไทยเข้าถึงกัญชาอย่างแท้จริง ทั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยไม่เห็นด้วยต่อเรื่องสิทธิบัตรกัญชาที่กระทรวงพาณิชย์ได้ให้บริษัทต่างชาติที่จดทะเบียนในประเทศไทย ยื่นจดสิทธิบัตรกัญชาและสารสกัดจากกัญชาเป็นจำนวนหลายราย
นายศักดิ์สยาม กล่าวต่อว่า สิทธิบัตรกัญชาควรเป็นของคนไทยทั้งประเทศ โดยรัฐบาลต้องเป็นผู้รับจดสิทธิบัตร ดังเช่น แคลิฟอร์เนียโมเดล ที่ประชาชนมีสิทธิถือครองกัญชาจำนวน 6 ต้นต่อครอบครัว ในราคาต้นละประมาณ 30 บาท โดยไปขอจากรัฐบาล ซึ่งมีการประเมินว่า กัญชา 1 กิโลกรัม มีราคา 70,000 บาท เมื่อ 1 ครอบครัว ปลูก 6 ต้น ก็จะมีรายได้ 420,000 บาทต่อปี แต่หากผู้ใดประสงค์จะดำเนินการในเชิงพาณิชย์ รัฐบาลต้องมีการเปิดประมูลเช่นเดียวกับการประมูลคลื่นสัญญาณโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้ผลประโยชน์ตกแก่ประเทศ โดยขณะนี้ พรรคภูมิใจไทยได้ร่างกฎหมายแก้ไข พ.ร.บ. ยาเสพติด 2522 เสร็จเรียบร้อยแล้ว มีสาระสำคัญคือ ให้มีการปลูกกัญชาได้เสรี ซึ่งหากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำรัฐบาล ก็จะผลักดันกฎหมายดังกล่าวทันที หรือหากไม่ได้เป็นแกนนำ พรรคไหนที่จะชวนพรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล ต้องรับนโยบายดังกล่าวด้วย และถ้าไม่รับเราก็ไม่ร่วม
“มีคนกังวลว่า กัญชาจะมอมเมาคนไทย แต่จากการเสวนาวันนี้ ทำให้เห็นว่ามันไม่ได้เป็นอย่างนั้น เหล้ากับเบียร์อันตรายยิ่งกว่า เพราะกัญชาไม่เคยทำร้ายใคร และเชื่อว่า เมื่อกฎหมายออกมาก็จะมีมาตรการควบคุมเป็นอย่างดี เมื่อแลกกับความคุ้มค่าของการมีกัญชาเสรี ซึ่งจะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจ รักษาความยากจน และเป็นสมบัติของคนทั้งประเทศ ดังสำนวน ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ถ้าเลือกพรรคภูมิใจไทย จะทำให้หลังบ้านของทุกคนมีกัญชาเสรี” นายศักดิ์สยาม กล่าว




