“คมนาคม” เดินหน้าฟื้นเศรษฐกิจไทยหลัง “โควิด-19” กางงบปี 64 วงเงินกว่า 2.31 แสนล้าน หวังสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน ปูพรมโปรเจ็กต์ “บก-น้ำ-ราง-อากาศ” เพื่อประชาชน-ประเทศชาติอย่างยั่งยืน

“คมนาคม” เดินหน้าฟื้นเศรษฐกิจไทยหลัง “โควิด-19” กางงบปี 64 วงเงินกว่า 2.31 แสนล้าน หวังสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน ปูพรมโปรเจ็กต์ “บก-น้ำ-ราง-อากาศ” เพื่อประชาชน-ประเทศชาติอย่างยั่งยืน

แน่นอนว่า การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กลายเป็นตัวแปรร้ายระดับโลกที่ส่งผลกระทบอย่างหนักในทุก ๆ ด้าน อาทิ เศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักหนาสาหัส งานนี้ความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่กลับมาพลิกฟื้น หลังสถานการณ์เริ่มคลี่คลายลง โดยเฉพาะการเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติให้กลับมา จึงถือเป็นภารกิจสำคัญของภาครัฐ ที่จะต้องหาแนวทางเร่งแก้ไข และเรียกความเชื่อมั่นโดยเร็วที่สุด เพื่อเป็นการสร้างงาน สร้างเงิน กระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง สำหรับโครงการลงทุนของภาครัฐด้านโครงสร้างพื้นฐาน แน่นอนว่าหน่วยงานที่เป็นแกนหลัก อย่าง “กระทรวงคมนาคม” ภายใต้การบริหารงานของ “นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่จะต้องเดินหน้าอย่างยั่งยืน เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมนั้น นับเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยสร้างเศรษฐกิจได้อย่างมากมายมหาศาล ภายใต้การดำเนินการตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี เรื่องนี้ “นายศักดิ์สยาม” ออกมาสะท้อนความเห็นว่า การดำเนินการของกระทรวงคมนาคมนั้น อยู่ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี ที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้วางไว้ ทั้งนี้ หากประเทศไทยสามามารถดำเนินการได้ตามเป้า จะกลับมาเป็นมหาอำนาจแห่งทวีปเอเชีย ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณา (ร่าง) พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของกรรมาธิการนั้น โดยในส่วนของกระทรวงคมนาคม ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 วงเงิน 231,924.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.64% เมื่อเทียบกับงบประมาณปี 2563 ที่ได้รับจัดสรรจำนวน 197,149 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นวงเงิน 34,775.09 ล้านบาท ซึ่งในวงเงินดังกล่าวนั้น แบ่งเป็นหน่วยงานส่วนราชการ วงเงิน 193,554 ล้านบาท และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ วงเงิน 38,370 ล้านบาท ซึ่งเมื่อดูวงเงินงบประมาณปี 2564 ดังกล่าวแล้ว ต้องบอกว่านับเป็นแสงสว่างที่ดี ที่จะช่วงดึงดูดนักลงทุน ที่จะเข้ามาช่วยเป็นพระเอกขี่ม้าขาวในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ในภาวะที่สถานการณ์ซบเซา โดยเฉพาะรายได้หลักจากการท่องเที่ยวที่หดหายไป ทั้งนี้ เมื่อแยกเป็นงบประมาณในส่วนต่าง ๆ ได้แก่ งานนโยบาย วงเงิน 973.72 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.65% คิดเป็น 0.42% ของวงเงินทั้งหมด, ทางบก วงเงิน 186,359.32 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.46% คิดเป็น 80.35% ของวงเงินทั้งหมด, ทางราง วงเงิน 33,603.83 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.38% คิดเป็น 14.49% ของวงเงินทั้งหมด, ทางน้ำ วงเงิน 4,867 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.67% คิดเป็น 2.10% ของวงเงินทั้งหมด และทางอากาศ วงเงิน 6,120 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.21% คิดเป็น 2.64% ของวงเงินทั้งหมด นายศักดิ์สยาม กล่าวต่ออีกว่า สำหรับหน่วยงานที่ได้รับจัดสรรงบฯ มากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ กรมทางหลวง (ทล.) วงเงิน 128,577.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.50%, กรมทางหลวงชนบท (ทช.) วงเงิน 49,465.14 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.53% และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) วงเงิน 18,108.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.40% นอกจากนี้ ในส่วนของหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงคมนาคมอื่น ๆ ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นจากปี 2563 ได้แก่ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) วงเงิน 15,367.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.58%, กรมท่าอากาศยาน (ทย.) 5,799.16 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.56%, กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) วงเงิน 3,743.82 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.65%, กรมการขนส่งทางราง (ขร.) วงเงิน 127.72 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 100.32%, กรมเจ้าท่า (จท.) 4,867.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.67% ขณะที่ หน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 2564 ลดลงจากปี 2563 ได้แก่ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) วงเงิน 87.27 ล้านบาท ลดลง 71.81%, องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) วงเงิน 4,485.61 ล้านบาท ลดลง 13.92% และสถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) วงเงิน 321.48 ล้านบาท ลดลง 45.36% สำหรับการดำเนินการของกระทรวงคมนาคมนั้น ต้องบอกว่าครอบคลุมใน 4 มิติ ทั้งทางบก ทางน้ำ ทางราง และทางอากาศ ซึ่งในด้านขนส่งทางบก เป็นเนื้องานของกรมทางหลวง (ทล.) กรมทางหลวงชนบท (ทช.) และกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปรียบเสมือนสายเลือดหลักในการขนส่งคน และสินค้า สิ่งที่จำเป็นคือต้องปลอดภัย สะดวก และเชื่อมโยงครอบคลุมทุกพื้นที่ แต่งบประมาณของประเทศมีจำกัด โดยในทุกครั้งที่มีการของบประมาณ จะได้รับอนุมัติเพียง 40% จากที่ขอไป 100% จึงต้องบริหารจัดการให้ดีที่สุดแทน โดยรัฐจะต้องแบ่งเบาภาระงานด้านการบำรุงรักษา (O&M) ให้เอกชนรับภาระแทน เมื่อมาโฟกัสเมกะโปรเจ็กต์ อย่างโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) นั้น ล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติผลการคัดเลือกเอกชนโครงการติดตั้งและบริหารระบบเก็บเงิน (Operation and Maintenance : O&M) โครงการมอเตอร์เวย์หมายเลข 6 สายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6) และโครงการมอเตอร์เวย์หมายเลข 81 สายบางใหญ่-กาญจนบุรี (M81) ในรูปแบบ PPP gross cost 30 ปี วงเงิน 39,138 ล้านบาท โดยเอกชนที่ได้รับคัดเลือกคือ กลุ่มกิจการร่วมค้า BGSR ที่เป็นการรวมตัวของ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) และบมจ.ราช กรุ๊ป (RATCH) สำหรับทั้ง 2 โครงการดังกล่าว เป็นโครงการที่อยู่ภายใต้แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทย พ.ศ.2558-2565 ซึ่ง ครม.มีมติเห็นชอบไปแล้วเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2558 โดยในส่วนของโครงการ M6 ครม.มีมติเมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2558 เห็นชอบให้ก่อสร้างภายในกรอบวงเงิน 84,600 ล้านบาท คาดว่าต้นปี 2566 จะเปิดใช้ได้ ถือว่าทุกอย่างยังเดินตามไทม์ไลน์ ส่วนจะเปิดให้ทดลองวิ่งก่อนหรือไม่ ยังเหลืองาน O&M และถนนต้องเชื่อมต่อกัน ส่วนโครงการ M81 ครม. มีมติเมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2558 เห็นชอบให้ก่อสร้างภายในกรอบวงเงิน 55,620 ล้านบาท ขณะนี้กำลังเดินหน้าตามแผนจากที่ผ่านมาติดปัญหาเวนคืนได้แก้ไขเรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกัน กระทรวงมีแผนจะทำมอเตอร์เวย์เพิ่ม ในส่วนของถนนพระราม 2 มีแผนจะก่อสร้างมอเตอร์เวย์เพิ่มเติมจากเอกชัย-บ้านแพ้ว วงเงิน 20,000 ล้านบาท โดยใช้เงินจากกองทุนมอเตอร์เวย์ที่มีรายได้ปีละ 10,000 ล้านบาท มาก่อสร้างใช้เวลา 3 ปี สายมอเตอร์เวย์นครปฐม-ชะอำ วงเงิน 79,000 ล้านบาท ติดปัญหาประชาชน จ.เพชรบุรี อยากให้ทบทวนแนวก่อสร้าง ซึ่งแนวเดิมเกรงว่าจะมีปัญหา จึงต้องลงไปรับฟังความเห็นประชาชนทำความเข้าใจ หากสามารถเจรจาลงตัว คาดว่ากลางปีหน้าจะสามารถเดินหน้าโครงการได้ แต่ถ้าไม่ยอมอาจจะทำเป็นช่วงๆแทน นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังมีแผนพัฒนารายได้ของประชาชนโดยการนำผลิตภัณฑ์ยางพารามาทำแผ่นยางหุ้มแบริเออร์ และหลักนำทาง เพื่อสร้างดีมานให้กับชาวสวนยาง ซึ่งได้อุปกรณ์ทั้งหมดไปทดสอบที่ประเทศเกาหลีใต้แล้ว โดยจะมีการปรับเปลี่ยนจากการใช้ ”พาราเอซี” ให้เหลือเพียง “เอซี” อย่างเดียวแต่ละปีมีผลผลิตยางพาราออกมาประมาณ 300,000 ตัน/ปี โดยล่าสุด รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณมาให้แล้ว 1,700 ล้านบาท โดยกระจายไปทั่วประเทศ จำนวน 12 จังหวัด สำหรับจุดที่จะดำเนินการนั้น จะเริ่มที่จุดที่มีอุบัติเหตุเยอะ ๆ และในปี 2564 จะของบกลางอีก และปี 2565 จะของบประมาณดำเนินการให้ครบตามที่วางแผนไว้ 3 ปี วงเงินรวม 85,000 ล้านบาท ครึ่งหนึ่งจะเป็นแผ่นหุ้มแบริเออร์ และอีกครึ่งหนึ่งเป็นหลักนำทาง จะซื้อตรงจากสหกรณ์การเกษตร ไม่ผ่านคนกลาง นายศักดิ์สยาม กล่าวและว่า “เมื่อโครงการนี้ทำสำเร็จจะทำให้ราคายางมีเสถียรภาพ ใน 3 ปี เงินถึงมือชาวสวนยาง 3 หมื่นล้านบาท” ในส่วนของระบบรางนั้น “นายศุกดิ์สยาม” ระบุว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในระบบราง แต่การใช้รางไม่เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งในขณะนี้กระทรวงอยู่ระหว่างดำเนินการโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ช่วง กรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 253 กม. วงเงิน 179,413 ล้านบาท โดยในส่วนของสัญญา 2.3 (งานวางราง ระบบการเดินรถ อาณัติสัญญาณ พร้อมขบวนรถ) วงเงิน 50,633 ล้านบาทนั้น คาดว่าจะเซ็นสัญญากับฝ่ายจีนที่ประเทศไทย ในเดือน ต.ค. 2563 โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ส่วนรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน วงเงินประมาณ 2.24แสนล้านบาท ยังเดินหน้าตามแผน ซึ่งจะสร้างเสร็จในปี 2568 นอกจากนี้ ยังพิจารณาต่อขยายโครงข่ายรถไฟ ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) อยู่ระหว่างการก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 1 จำนวน 7 สาย วงเงิน 1.11 แสนล้านบาท และรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 อีก 9 เส้นทาง ขยายเส้นทางเดิม 7 สาย วงเงิน 2.73 แสนล้านบาท และมี 2 สายใหม่ วงเงิน 1.51 แสนล้านบาท เชื่อมประเทศเพื่อนบ้าน คาดว่าจะเริ่มเห็นผลในปี 2568 ขณะที่โครงการรถไฟฟ้าสีส้มช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) วงเงิน 2.35 แสนล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2568 ในส่วนของรถไฟฟ้าในหัวเมืองใหญ่ ๆ นั้น การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จะเดินหน้าไปตามหัวเมืองต่าง ๆ เช่น ขอนแก่น พิษณุโลก เชียงใหม่ ภูเก็ต ฯลฯ สำหรับการขนส่งทางน้ำ ตอนนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 วงเงิน 8.43 หมื่นล้านบาท เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย EEC ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2568 แต่ในอนาคตจะขยายการลงทุนไปยังพื้นที่พัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) จึงต้องวางกรอบการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ คือ การพัฒนาท่าเรือน้ำลึกแบบ Auto ระนอง–ชุมพร ซึ่งเทคโนโลยีปัจจุบันสามารถดำเนินการได้ โดยจะให้มีรถไฟทางคู่แบบแลนด์บริดจ์ เชื่อมเข้าไปร่วมกับมอเตอร์เวย์ ระยะทาง 120 กม. ใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 2 ชม. ถือเป็นการเปิดประตูสู่ประเทศไทย พัฒนาด้านโลจิสติกส์ ขณะที่การขนส่งทางอากาศ ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญ เนื่องจากเปรียบได้ดั่งประตูเข้าสู่ประเทศ เป็นหน้าด่านที่รับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกนั้น มี บมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) และกรมท่าอากาศยาน (ทย.) เป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลสนามบินทั่วประเทศ โดยแบ่งเป็น ทอท. ดูแล 6 สนามบิน และ ทย. ดูแล 29 สนามบิน แต่ในปัจจุบันสนามบินของไทย มีไม่เพียงพอกับการให้บริการ อาทิ สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง จึงได้กำหนดเป้าหมายและหาแนวทางว่าจะดำเนินการอย่างไร ให้ความสามารถการรองรับผู้โดยสารทางอากาศยานทั่วโลกเพิ่มขึ้นให้ได้ 150 ล้านคน/ปี และเที่ยวบินภายในประเทศเพิ่มเป็น 30 ล้านคน/ปี จึงต้องขยายความสามารถการรองรับศักยภาพของสนามบินต่าง ๆ มากขึ้น “เราต้องพัฒนาไว้ก่อน เพราะรายได้หลักของประเทศมาจากการท่องเที่ยว และกว่า 80% ของนักท่องเที่ยวมาจากทางอากาศ เคยมีคนบอกผมว่าจะเร่งพัฒนาตอนนี้ทำไม เพราะคนยังไม่เข้ามา แต่ผมเชื่อว่าโควิดต้องจบแน่ ๆ สักวันหนึ่ง เราจึงต้องพัฒนาสิ่งเหล่านี้รอไว้เลย” นายศักดิ์สยาม กล่าว งานนี้ ต้องเอาใจช่วยสำหรับการดำเนินการของกระทรวงคมนาคม เพราะไม่เพียงจะอำนวยความสะดวกการเดินทางของประชาชนแล้ว ยังกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับประเทศ ดึงนักลงทุนสร้างเม็ดเงินมหาศาล นำไปสู่การสร้างงาน ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้อย่างภาคภูมิใจด้วย