โดย รมช.มท. (มท.3) ได้ตอบกระทู้ชี้แจงกรณีปัญหา โดยได้รับการสนับสนุนข้อมูลจากกรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งมีข้าราชการเข้าร่วมสนับสนุนข้อมูลประกอบด้วย นายศุภกิจ จันทร์ปาน วิศวกรโยธาชำนาญการ และนางธิดารัตน์ วันชัย นิติกรชำนาญการ มีประเด็นคำตอบกระทู้โดยสรุป ดังนี้
1. กรณีปัญหาการก่อสร้างอาคารสูงที่เกิดขึ้น พบว่าสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากกฎหมายไม่มีความชัดเจนในบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร ซึ่งเป็นกฎหมายที่คุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ให้อาคารมีความปลอดภัย มั่นคงแข็งแรง โดยพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร กำหนดให้ข้อกำหนดที่เป็นรายละเอียดในการปฏิบัติให้ออกเป็นกฎกระทรวง โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องถือปฏิบัติ ซึ่งกฎกระทรวงตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารจะมีความชัดเจน และมีความเหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนั้น โดยการออกกฎหมายดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาความถูกต้องเหมาะสม สามารถบังคับใช้ได้จริง รวมถึงผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมาย มีลำดับขั้นตอนการยกร่างตั้งแต่ระดับชั้นอนุกรรมการยกร่าง ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และนักวิชาการ แล้วต้องผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากคณะกรรมการควบคุมอาคาร มีการกลั่นกรองโดยคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายของกระทรวงมหาดไทย และผ่านขั้นตอนการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยรอบคอบแล้ว ว่ามีความถูกต้องชัดเจนเพียงพอที่จะนำไปบังคับใช้ได้จริงตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย โดยกรณีการก่อสร้างอาคารสูงก็จะมีกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2535) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 50 (พ.ศ. 2540) กำหนดหลักเกณฑ์การก่อสร้างในเรื่องต่าง ๆ ไว้อย่างชัดเจน
2. กรณีปัญหาการบังคับใช้กฎหมายที่เกิดขึ้น หากมีการก่อสร้างอาคารสูงที่ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายแก่ประชาชนในพื้นที่ กฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร มุ่งเน้นที่จะป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายหรือความเสียหายในการดำเนินการก่อสร้างทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบอาคารจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าเป็นเรื่องคุณสมบัติ วัสดุ วิธีคิดค่าแรงต่าง ๆ ที่มาของแรงกระทำกับอาคาร ที่ดินที่จะใช้ก่อสร้างอาคาร ระยะร่นจากแนวเขตที่ดิน ที่ว่างภายนอกอาคาร ช่องเปิดของอาคาร ระหว่างก่อสร้างอาคารต้องมีผู้ควบคุมงาน (ในกรณีอาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษจะเป็นวิศวกรที่มีใบประกอบวิชาชีพ) ที่ควบคุมดูแลความปลอดภัยขณะก่อสร้างมิให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลหรืออาคารที่อยู่ข้างเคียง โดยต้องปฏิบัติตามวิธีการ และหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เช่น การจัดให้มีรั้วปิดกั้นบริเวณพื้นที่ก่อสร้างตลอดแนวที่ติดกับที่สาธารณะหรือที่ดินต่างเจ้าของหรือผู้ครอบครอง มีการจัดให้มีสิ่งป้องกันวัสดุร่วงหล่นที่อาจเป็นอันตราย เป็นต้น นอกจากนี้กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่อาคารตั้งอยู่ต้องจัดเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบบริเวณที่มีการก่อสร้างตลอดการดำเนินการให้ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว หากพบว่า มีการฝ่าฝืน ไม่ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่มีอยู่หรือที่กฎหมายกำหนด ต้องแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าของอาคาร ผู้ดำเนินงาน และผู้ควบคุมงานต่อพนักงานสอบสวน พร้อมดำเนินการออกคำสั่งทางปกครอง เช่น สั่งระงับการก่อสร้าง สั่งห้ามใช้อาคาร หรือสั่งให้แก้ไขให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงต่อไป เพราะฉะนั้นกรณีหากมีการก่อสร้างอาคารสูงที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและสร้างความเสียหายแก่ประชาชน และมีการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร ประชาชนผู้เสียหาย หรือได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างที่ฝ่าฝืนกฎหมาย หรือผู้พบเห็น ก็สามารถแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น ในเขตกรุงเทพมหานคร คือ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือผู้อำนวยการเขต เพื่อให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป และเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ หากเป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้ เช่น อาคารชุด ก็ต้องมีการออกใบรับรองการก่อสร้างเสียก่อน จึงจะสมารถเปิดใช้อาคารได้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบว่า อาคารได้ก่อสร้างถูกต้องตามที่ได้รับอนุญาตหรือไม่
3. การเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการพิจารณาการจัดทำกฎหมายผังเมือง โดยตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง ได้เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในระหว่างขั้นตอนการวาง และจัดทำร่างผังเมืองรวมตามกฎหมาย ดังนั้น ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการพิจารณาโดยแสดงข้อคิดเห็นของประชาชนซึ่งจะเปิดโอกาสให้แสดงข้อคิดเห็นได้
ทั้งนี้ หลังจากตอบกระทู้ถามแยกเฉพาะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มท. (มท.3) ได้รับมอบหนังสือร้องเรียนจากตัวแทนประชาชน ซึ่งมีข้อเสนอแนะและข้อกังวลต่อการสร้างอาคารสูงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยได้สั่งการให้ผู้แทนกรมโยธาธิการและผังเมืองรับข้อเสนอดังกล่าวไปพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
#ก้าวไปด้วยกัน
#ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
