"มท.3" ตรวจเยี่ยมแหล่งท่องเที่ยว ถ้ำนาคาและวังนาคินทร์ ในเขตอุทยานแห่งชาติภูลังกา จ.บึงกาฬ

"มท.3" ตรวจเยี่ยมแหล่งท่องเที่ยว ถ้ำนาคาและวังนาคินทร์ ในเขตอุทยานแห่งชาติภูลังกา จ.บึงกาฬ

เมื่อวันนี้ 14 พฤศจิกายน 2563 ณ บริเวณวัดฐิติสารารามหรือวัดตาดวิมานทิพย์ทางขึ้นชมถ้ำนาคา อุทยานแห่งชาติภูลังกาฝั่งตำบลโพธิ์หมากแข้ง อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยพร้อมคณะเดินทางมาสำรวจแหล่งท่องเที่ยวถ้ำนาคา โดยการเดินทางในครั้งนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยพร้อมคณะได้เดินทางขึ้นไปยังถ้ำนาคาด้วยตนเอง เพื่อให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและไกด์อาสาชุมชน และเพื่อสำรวจเส้นทางเพื่อที่จะพัฒนาในด้านต่างๆต่อไป หลังจากนั้น รมช.ทรงศักดิ์ ทองศรี พร้อมคณะได้เดินทางไปที่น้ำตกตาดกินรี ซึ่งอยู่ บ้านนาอ่าง ตำบลโพธิ์หมากแข้ง อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ เพื่อเยี่ยมชม วังนาคินทร์ ซึ่งเป็นหินที่มีลักษณะเป็นเกล็ดงูคล้ายกับถ้ำนาคา เพื่อสำรวจความเป็นไปได้ในการส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวต่อเนื่องจากถ้ำนาคา ซึ่งเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ ในการนี้รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงมหาดไทยได้ให้สัมภาษณ์ กับผู้สื่อข่าวถึงการเดินทางมาในวันนี้ว่า “วันนี้มาทำหน้าที่ในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีซึ่งท่านนายกได้มอบหมายกำกับดูแลเรื่องการพัฒนาก้าวไปด้วยกัน 3 จังหวัด บึงกาฬ สกลนครและนครพนม บึงกาฬเป็นจังหวัดซึ่งถือว่าพึ่งตั้งขึ้นมาเป็นจังหวัดใหม่ของประเทศไทยก็ว่าได้ ประมาณ 9 ปีเข้าปีที่ 10 บึงกาฬเป็นจังหวัดซึ่งมีความพร้อมเรื่องของแหล่งท่องเที่ยวมากมาย ผมมั่นใจว่าเป็นจังหวัดซึ่งในอนาคตจะเป็นจังหวัดที่มีการกล่าวถึงการพัฒนาในเรื่องของการท่องเที่ยวโดยเฉพาะที่นี่ วันนี้ผู้คนหลายคนสนใจมากคือ “ถ้ำนาคา” แต่ที่ผมอยู่นี้เป็นถ้ำ “วังนาคินทร์” ก็เป็นพื้นที่ 1 ที่อยู่ในอุทยานของภูลังกา เป็นพื้นที่ที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้จัก แต่วันนี้เริ่มเปิดใหม่ มาที่นี่ก็เห็นว่าเป็นพื้นที่ที่น่าจะเป็นที่หนึ่งที่ผู้คนสนใจเดินทางมา เห็นแล้วก็ประทับใจอย่างมากเป็นสิ่งมหัศจรรย์ก็ว่าได้ต่อไปนี้จังหวัดจะต้องมาพัฒนาให้สิ่งเหล่านี้ สร้างความสุขของประชาชนให้มากขึ้นเรื่องของการเดินทางความสุขสบายและความปลอดภัยความสวยงามอย่างนี้และผมเชื่อมั่นว่าสิ่งเหล่านี้จะสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจอย่างสูงในโอกาสต่อไป วันนี้รัฐบาลก็มีโครงการสำคัญสำคัญคือโครงการ”คนละครึ่ง” โครงการดังกล่าวนี้ส่วนใหญ่ก็จะเน้นไปให้กับคนฐานรากได้รับประโยชน์ ผู้คนที่จำหน่ายสินค้าร้านอาหารเป็นชาวบ้านในพื้นที่ ท้องถิ่น ยกเว้นนิติบุคคล เป็นร้านค้าทั่วไปจะได้ใช้ประโยชน์ในการที่จะเชิญชวนให้ทุกคนได้ใช้ประโยชน์ในการที่จะลดค่าใช้จ่ายและประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างหนึ่งของรัฐบาลในยุคที่มีโรคภัย ซึ่งนี่ก็เป็นแนวทางในการที่จะแก้ปัญหาให้กับบ้านเมืองได้” . #ก้าวไปด้วยกัน #ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง