9 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 11:48
"อนุทิน" เผย ยังเดินหน้าหาวัคซีนโควิด-19 เพิ่มเติม หวัง คนไทยได้ฉีด ในเดือนกุมภาพันธ์ หลังวัคซีนจากจีน ได้ขึ้นทะเบียน ประเทศต้นทาง
เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงข่าวซึ่งไทย กำลังจะได้รับวัคซีนจากผู้ผลิตใประเทศจีน ภายในเดือนนี้ ว่า
เรื่องนี้ต้องขอย้อนอธิบายว่า ตามแผนหลักนั้น ประเทศไทย จะจองซื้อวัคซีน ซึ่งเป็นสูตรการผลิต จากมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศอังกฤษ ซึ่งได้ทำสัญญาไว้แล้ว 61 ล้านโดส ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา ช่วงนั้น ยังไม่เกิดการระบาดเหมือนเช่นปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เมื่อการระบาดเริ่มต้นขึ้น ประเทศไทยจึงได้ปรับแผน และจัดหาวัคซีนเพิ่มเติมจากผู้ผลิตจากจีน เป็นจำนวนทั้งสิ้น 2 ล้านโดส และตามสัญญา ทางผู้ผลิต จะส่งวัคซีนมาให้ไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2 แสนโดส ในเดือนมีนาคม 8 แสนโดส แล้วจะตามมาในช่วงเดือนเมษายน อีก 1 ล้านโดส ส่วนแผนการหลัก ในเดือนมิถุนายน จะเริ่มมีการแจกจ่ายวัคซีนให้กับประชาชน ซึ่งวัคซีนดังกล่าวเป็นวัคซีนที่ผลิตภายในประเทศไทย

สำหรับทางทีมผู้ผลิตจากจีน ผลิตภัณฑ์ทางนั้น ผ่านการรับรองจากประเทศต้นทาง เอกสารทั้งหมด จะส่งมาที่ประเทศไทย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ฝ่ายไทยในการขึ้นทะเบียนวัคซีน
ประเทศไทยไม่เคยปิดกั้นเรื่องการจัดหาวัคซีน และพร้อมหารือกับทุกฝ่าย ทั้งนี้การจัดหาวัคซีน ต้องเป็นไปภายใต้เงื่อนไขที่ฝ่ายทางการไทย รวมไปถึงทางผู้ผลิตยอมรับกันได้ ซึ่งเราจะคำนึงถึง เรื่องของความปลอดภัย ราคา การขนส่ง ระยะเวลาที่จะได้รับ ว่าเหมาะสมกับประเทศไทยหรือไม่

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ประเทศไม่ได้ล้มเหลวเลย กับการได้เป็นฐานการผลิตวัคซีน สูตรเดียวกับมหาวิทยาลัยชั้นนำจากประเทศอังกฤษ ทั้งนี้เราได้เป็นส่วนหนึ่งของ supply chain เราได้เป็นฐานการผลิตจะเป็นการอำนวยความสะดวกในการจัดหาและการกระจายวัคซีนในอนาคต ดีกว่าการที่รอให้ประเทศอื่นผลิต แล้วเราต้องมาลุ้นสถานการณ์ จากประเทศต้นทาง ซึ่งอาจกระทบกับแผนจัดการของไทย
" ขอย้ำว่า ประเทศไทยวางแผนไว้อย่างรัดกุม แต่เมื่อเกิดการระบาดขึ้นอีกรอบ ก็ต้องปรับแผนการจัดหาวัคซีน และดำเนินการคุมโรค ถามว่า การระบาดที่เกิดขึ้น เกิดจากการกระทำผิดกฎหมาย อาทิ การลักลอบเข้าเมือง บ่อนการพนัน แต่กลับมีความพยายามตำหนิการทำงานของทีมสาธารณสุข มาตอนนี้ ก็ได้แต่ทำงาน และไม่อยากให้ใครนำการสาธารณสุขไทยไปเปรียบเทียบ เพราะไทย ทำได้ดีติดอันดับต้น ๆ ของโลกอยู่แล้ว"