นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า จากนโยบายของรัฐบาลภายใต้การบริหารงานของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพรถโดยสารสาธารณะในการให้บริการประชาชน โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2565 ได้มีข้อสั่งการติดตามให้มีการใช้รถเมล์ไฟฟ้า EV กระทรวงคมนาคมได้ดำเนินการตามนโยบายสนับสนุนให้เกิดกระแสการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยได้ดำเนินการจ้างเหมาบริการรถโดยสารปรับอากาศที่ใช้พลังงานสะอาด (รถไฟฟ้า) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเดินรถ และลดมลภาวะเป็นพิษในเขตเมือง
เพื่อให้บริการประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา ได้มีการเปิดให้บริการรถโดยสารประจำทางด้วยพลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicle หรือ รถ EV) สาย 8 เส้นทางแฮปปี้แลนด์ - ท่าเรือสะพานพุทธ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากประชาชน จากสถิติการเดินทางถึงปัจจุบันพบว่ามีผู้นิยมใช้บริการในแต่ละวัน มีค่าเฉลี่ยมากกว่า 7,000 คน อย่างไรก็ดี กระทรวงคมนาคมไม่ได้วางเป้าหมายไว้เฉพาะโครงข่ายการขนส่ง ทางถนนเพียงเท่านั้น แต่มองไปถึงภาพของระบบการขนส่งสาธารณะที่เชื่อมโยงทุกการเดินทางอย่างไร้รอยต่อ ให้รถ - เรือ - ราง เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางในชีวิตประชาชนที่สะดวก ปลอดภัย และเข้าถึงง่ายแก่คนทุกคน สร้างประสบการณ์การเดินทางที่น่าประทับใจแก่ผู้เดินทาง
สำหรับการทดลองเปิดให้บริการรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า สาย 17 และ สาย 82 ในครั้งนี้ การให้บริการทั้งหมดจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของนโยบายที่ได้มอบไว้ให้ ได้แก่ “ความสะดวก” ซึ่งเส้นทางสาย 17 พระประแดง - อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จะเชื่อมต่อกับระบบการขนส่งทางราง รถไฟฟ้าสายสีเขียว บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิอันเป็นจุดศูนย์กลางของการเชื่อมต่อของกรุงเทพมหานคร ส่วนสาย 82 ท่าน้ำพระประแดง - บางลำพู จะเชื่อมต่อการขนส่งทางน้ำ ณ ท่าเรือสะพานพุทธ ซึ่งเป็นท่าเรืออัจฉริยะรองรับรูปแบบการเดินทางของคนรุ่นใหม่
“ความสบาย” รถทุกคันที่ให้บริการเป็นรถปรับอากาศทำให้วิถีชีวิตของประชาชนผู้ใช้บริการได้รับความสบายเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้การเดินทางของพี่น้องประชาชนไม่น่าเบื่ออีกต่อไป รวมถึงได้ขอให้บริษัทฯ ติดตั้งโทรทัศน์ภายในรถโดยสาร เพื่อผู้ใช้บริการได้ติดตามข้อมูลข่าวสารและตรวจสอบเส้นทางในการเดินทาง “ความสะอาด” โดยรถทุกคันใช้พลังงานไฟฟ้าอันเป็นพลังงานสะอาด อันเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ซึ่งมุ่งเน้นการส่งเสริมการใช้รถพลังงานไฟฟ้า รวมถึงจะมีการพัฒนาให้เป็นรถพลังงานไฮโดรเจนต่อไปในอนาคต เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อนและมลภาวะ ทางอากาศที่มีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้น
“ความประหยัด” แม้จะมีการกำหนดราคาค่าโดยสารตามระยะทางไว้ที่ 15 - 20 - 25 บาท แต่ในเบื้องต้นเพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย จึงได้ขอความร่วมมือให้บริษัทฯ พิจารณาจัดเก็บค่าโดยสาร ที่ราคา 10 บาท ตลอดสายจนถึงสิ้นปี 2565 สำหรับประชาชนผู้เดินทางซึ่งเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยในระยะต่อไปได้มอบหมายให้มีการจัดทำตั๋วประเภทพิเศษที่หากประชาชนเดินทางครบ 40 บาท ในหนึ่งวันแล้ว จะไม่มีการเก็บค่าโดยสารเพิ่มสำหรับการใช้บริการหลังจากนั้น เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายประจำวันให้กับพี่น้องประชาชนให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม
“ความปลอดภัย” ได้มอบหมายให้กรมการขนส่งทางบก ในฐานะผู้กำกับดูแลการประกอบการขนส่งทางถนนทั้งระบบเข้ามากำกับดูแลเรื่องความปลอดภัย ซึ่งรถทุกคันในโครงการนี้จะมีเทคโนโลยีควบคุมความเร็ว และพฤติกรรมของคนขับรถ และพนักงานให้บริการประจำรถ พร้อมกันนี้ ยังได้มีการติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด หรือ CCTV ภายในรถเพื่อความปลอดภัยแก่ผู้เดินทางอีกด้วย
ทั้งนี้ ในส่วนของสาย 17 และ 82 จะมีการบรรจุรถโดยสารประจำทางพลังงานไฟฟ้าเพิ่มเป็น 20 คัน และภายใต้การเร่งรัดการดำเนินการในปีนี้จะมีรถโดยสารพลังงานไฟฟ้าเพิ่มเป็น 972 คัน ใน 77 เส้นทาง จากการผลักดันนโยบายอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 ปลายปีนี้พี่น้องประชาชนจะสามารถใช้บริการเครือข่ายรถเมล์พลังงานสะอาด กว่า 1,250 คัน ใน 122 เส้นทางที่ปฏิรูปใหม่ ซึ่งได้มีการวางแผนเชื่อมต่อระบบ ล้อ - ราง - เรือ อย่างครบวงจร
ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กล่าวขอบคุณและแสดงความชื่นชม บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด ในฐานะผู้ประกอบการคนไทย ซึ่งมุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับการให้บริการ ด้วยรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า อันจะเป็นพลังสำคัญของประเทศไทยในการสร้างสรรค์ และพัฒนาบริการที่ดีให้แก่ประชาชน ขอให้รักษาคุณภาพ มาตรฐานการบริการ เป็นต้นแบบการพัฒนารถโดยสารประจำทาง เพื่อให้บริการแก่ประชาชน ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมพร้อมจะให้ความร่วมมือ ร่วมกันทำงานกับภาคเอกชน เพื่อเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนต่อไป

