นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในนามของรัฐบาลไทยมีความยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาเยือนเขตโลจิสติกส์นครหลวงเวียงจันทน์ ซึ่งถือเป็นโครงการที่มีความสำคัญในการพัฒนาการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและระบบโลจิสติกส์ในการขนส่งสินค้าข้ามแดน รวมถึงเป็นการใช้ประโยชน์จากการเปิดใช้รถไฟลาว - จีน ที่จะช่วยขยายการค้าการลงทุนระหว่างไทย - สปป. ลาว กระทรวงคมนาคม ภายใต้รัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีมีภารกิจหลักในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการให้บริการด้านคมนาคมขนส่ง โดยการพัฒนาระบบขนส่งอย่างบูรณาการ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกภาคส่วน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน รวมถึงการส่งเสริมความเชื่อมโยงภายในประเทศและระหว่างภูมิภาคที่มุ่งเน้นให้เกิดการเชื่อมโยงและพัฒนาระบบนิเวศในการประกอบธุรกิจระหว่างกัน ซึ่งไทย - สปป. ลาว สามารถเติมเต็มเพื่อเพิ่มพูนผลประโยชน์ร่วมกันในอนุภูมิภาค และในวันนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่ภาครัฐ และภาคเอกชนของไทยจะได้ร่วมหารือและติดตามความคืบหน้าของโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่ายต่อไป
นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2565 คณะทำงานศึกษารายละเอียดด้านการคมนาคมเพื่อรองรับการบูรณาการเชื่อมโยงระหว่างไทย ลาว และจีน โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ) ทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายไทย เข้าร่วมประชุมหารือกับรัฐมนตรีโยธาธิการและขนส่งและคณะผู้แทนฝ่ายลาว โดยฝ่ายลาวมีความยินดีที่ให้ฝ่ายไทยดำเนินการศึกษาแนวทางการก่อสร้างสะพานแม่น้ำโขงแห่งใหม่ ทั้งในรูปแบบสะพานรถไฟและรถยนต์ โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันพิจารณาผลการศึกษาร่วมกันต่อไป ซึ่งในเบื้องต้นฝ่ายลาวเสนอว่าสะพานรถไฟ และรถยนต์ควรแยกออกจากกัน ทั้งนี้ รฟท. และการรถไฟลาว ได้หารือร่วมกันเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2565 และ 9 สิงหาคม 2565 และมีมติเห็นชอบให้สถานีท่านาแล้ง เป็นสถานีระหว่างประเทศเช่นเดิม โดยการรถไฟลาวจะจัดส่งเจ้าหน้าที่มาอบรม พนักงานขับรถ/พนักงานรักษารถ เมื่ออบรมเสร็จเรียบร้อยแล้วพร้อมการยืนยันการใช้ทางก็จะดำเนินการเปิดเดินรถต่อไป
โดยแผนการเปิดเดินขบวนรถโดยสาร แบ่งเป็น 3 ระยะ รายละเอียดดังนี้
แผนระยะเร่งด่วน (ปี 2566) ขยายต้นทาง/ปลายทางของขบวนรถที่ให้บริการในปัจจุบัน ในฝั่งลาว จากสถานีท่านาแล้ง เป็นสถานีบ้านคำสะหวาด (วันละ 4 ขบวน ไป - กลับ) เริ่มให้บริการกลางปี 2566 แผนระยะกลาง (ปี 2567) ขยายต้นทาง/ปลายของขบวน ในฝั่งไทย จากสถานีหนองคาย เป็น สถานีอุดรธานี (วันละ 4 ขบวน ไป - กลับ) เปิดเดินขบวนรถระหว่าง สถานีนครราชสีมา - บ้านคำสะหวาด (วันละ 2 ขบวน ไป - กลับ)
แผนระยะยาว (ปี 2568 เป็นต้นไป) จัดเดินขบวนรถโดยสารทางไกล ระหว่างสถานีบางซื่อ/พัทยา - สถานีบ้านคำสะหวาด (วันละ 2 ขบวน ไป-กลับ)
โดย รฟท. และการรถไฟลาว ได้หารือร่วมกัน เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2565 เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการเปิดเดินรถเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2565 ในประเด็นการติดตั้งระบบจำหน่ายตั๋วในฝั่งลาว
การให้บริการขนส่งสินค้า ณ เวียงจันทน์โลจิสติกส์ปาร์ค ท่าเรือบก (Dry Port) ท่านาแล้ง โครงการเวียงจันทร์โลจิสติกส์ปาร์ค (Vientiane Logistics Park : VLP) สำหรับ Dry Port ท่านาแล้ง เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ VLP ที่ประกอบด้วย Dry Port และการสร้างเขตโลจิสติกส์ครบวงจร โดยปัจจุบันได้ดำเนินการแล้วเสร็จในระยะแรก และอยู่ระหว่างก่อสร้างทางรถไฟจากสถานีเวียงจันทน์ใต้ของรถไฟลาว - จีน ถึงท่าเรือบกท่านาแล้ง ระยะทาง 2.8 กิโลเมตร
โครงการเวียงจันทน์โลจิสติกส์ปาร์ค โดยบริษัท สิดทิโลจิสติกส์ จำกัด เป็นบริษัทในเครือ
ปิโตรเทรดดิ้ง ลาว จำกัด (มหาชน) ได้รับสัมปทานระยะเวลา 50 ปีจากรัฐบาล สปป.ลาว ให้เป็นผู้พัฒนาโครงการ VLP ประกอบด้วย
- ท่าเรือบก (Dry Port)
- Export Processing Zone
- Free Trade Zone
- Logistics Park
- Tank Farm
โครงการฯ มีพื้นที่รวม 2,387.5 ไร่ ในบ้านดงโพสี เมืองหาดซางฟอง นครหลวงเวียงจันทน์ ซึ่งอยู่ห่างจากสะพานมิตรภาพไทย - ลาว แห่งที่ 1 ประมาณ 1.5 กิโลเมตร โดยพื้นที่โครงการครอบคลุมสถานีท่านาแล้ง และลานกองเก็บตู้สินค้า (Container Yard : CY) ของสถานีท่านาแล้งด้วย โดยบริษัทฯ มีแผนที่จะพัฒนา CY ของสถานีท่านาแล้งซึ่งตั้งอยู่ระหว่างสถานีท่านาแล้ง (รถไฟไทย - ลาว) กับสถานีเวียงจันทน์ใต้ (รถไฟลาว - จีน) ให้เป็นท่าเรือบก เพื่อเป็นจุดดำเนินพิธีการศุลกากรและเปลี่ยนถ่ายสินค้าระหว่างสองสถานี โดยบริษัทฯ ได้รับโอนอาคารสถานที่และ CY ของสถานีท่านาแล้งจากรัฐบาล สปป.ลาว เพื่อบริหารจัดการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2564 ในส่วนของการขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุกจากฝั่งไทยไปถ่ายลำขึ้นรถไฟลาว - จีน ซึ่งปัจจุบันลาน CY ของสถานีท่านาแล้งสามารถรองรับตู้คอนเทนเนอร์ได้สูงสุดประมาณ 20,000 ตู้ ซึ่งในปัจจุบันปริมาณการขนส่งยังมีไม่มากนัก โดยในแต่ละเดือนมีการขนส่งเฉลี่ยประมาณ 2,000 ตู้ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทปุ๋ย และสินค้าเกษตร โดยบริษัทฯ จะก่อสร้างถนนระยะทาง 1.8 กิโลเมตร ซึ่งมีรั้วรอบขอบชิดเพื่อบังคับให้รถบรรทุกวิ่งตรงจากสะพานมิตรภาพไทย - ลาวแห่งที่ 1 ไปผ่านพิธีการศุลกากรในบริเวณท่าเรือบก
ซึ่งในส่วนของการศึกษาดูงานในวันนี้ทางฝ่ายไทยได้เรียนรู้ถึงวิสัยทัศน์ของ สปป.ลาว ที่วางยุทธศาสตร์ว่าจะเปลี่ยนจากประเทศ Landlocked ให้เป็น Land-Linked ผ่านนโยบาย Lao Logistics Link (LLL) ที่จะเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศไทยกับจีนและเวียดนามผ่านเครือข่ายระบบการขนส่งทางถนนและทางรางซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าและGDP ของ สปป.ลาวอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการค้าการการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม การได้รับทราบถึงแนวทางและวิสัยทัศน์ของ สปป. ลาว ในวันนี้จะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนารูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย รวมไปถึงการพัฒนาการเชื่อมโยงกับโครงการLand Bridge ชุมพร-ระนองให้เป็นรูปธรรมอันจะสามารถสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศให้เป็นไปอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนสืบไป

