“มุกดาวรรณ” เผย ปัญหา 30 ปี ที่แน่นิ่ง ในเส้นทางหลวง 4189 ที่เสียหายจากอุทกภัย และหนำซ้ำปัจจุบันราคายางที่ตกต่ำกระทบต่อค่าครองชีพชาวสวน วอน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขโดยเร็ว

“มุกดาวรรณ” เผย ปัญหา 30 ปี ที่แน่นิ่ง ในเส้นทางหลวง 4189 ที่เสียหายจากอุทกภัย และหนำซ้ำปัจจุบันราคายางที่ตกต่ำกระทบต่อค่าครองชีพชาวสวน วอน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขโดยเร็ว

วันที่ 10 สิงหาคม 2566 นางมุกดาวรรณ เลื่องสีนิล สส.พรรคภูมิใจไทย เขต 8 จ. นครศรีธรรมราช ได้หารือในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 6 ถึงประเด็นการบูรณะซ่อมแซม ทางหลวงหมายเลข 4189 โดยนางมุกดาวรรณ กล่าวว่า ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4189 ตอนท่าพุด – เขาหลวง - พิปูน เป็นเส้นทางเชื่อมต่อพื้นที่เมืองชายฝั่งทะเลอ่าวไทย ที่อำเภอท่าศาลา นบพิตำ กับพื้นที่เมืองภูเขา ต้นกำเนิดแม่น้ำตาปี อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นระยะทาง 33.154 กม. ได้รับผลกระทบอุทกภัยปี 2531 ซึ่งในปัจจุบันไม่สามารถ ใช้เส้นทางนี้ได้มา 30 ปีแล้ว ทั้งที่เป็นถนนเส้นหลักในการขนส่งสินค้าทางการเกษตร ฟื้นฟูการท่องเที่ยว-เศรษฐกิจชุมชน สามารถร่นระยะทางจากประมาณ 200 กม. เหลือเพียงประมาณ 40 กม. และเป็นเส้นเดินทางไปยัง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ประเด็นปัญหา และอุปสรรคต่างๆ ที่เคยไม่สามารถดำเนินการ “ซ่อมในรอยสร้าง” ได้นั้น ปัจจุบันได้คลี่คลายอุปสรรคได้โดยกระทรวงคมนาคมในบางส่วนนั้นคือ สำนักทางหลวงที่ 14 โดยแขวงทางหลวงนครศรีธรรมราชที่ 1 กำหนดแผนงานเข้าบูรณะ ซ่อมแซมแล้ว ขณะนี้ได้ออกแบบ และประมาณการงบประมาณค่อนข้างแล้วเสร็จ และสมบูรณ์ ในระยะทาง ที่ติดเขตของกรมป่าไม้ จรดเขตอุทยานแห่งชาติเขาหลวง แต่ในเขตของอุทยานแห่งชาติเขาหลวงได้ถูกแจ้ง ระงับในการดำเนินการใดๆ จนกว่าจะได้รับอนุญาตโดยถูกต้องตามระเบียบกฎหมายจากกรมอุทยานแห่งชาติ แต่คณะทำงานโดยภาคประชาชนได้ร่วมกันลงพื้นที่สำรวจในช่วงเส้นทางเขตอุทยาน จรดเขตป่าไม้ด้าน อำเภอนบพิตำ ตั้งแต่สะพาน กม. 6+250 จนถึง กม.8+300 ซึ่งได้ดำเนินการประมาณการงบประมาณตามแผนงานแล้วพบว่าความเสียหายของถนนหลังจากที่เกิดอุทกภัยในปีพ.ศ. 2531 ทำให้ถนนได้รับความเสียหายหนักจากดินโคลนถล่ม และขาดการซ่อมแซม มีกองวัสดุหินคลุก ท่อ ค.ส.ล. วางกองเป็นจุดๆ สภาพด้านล่างยังเป็นถนนเดิมอยู่ ส่วนในความเสียหายที่หนักคือถนนถูกตัดขาดเนื่องจากเป็นทางน้ำ ซึ่งมี ประมาณ 10 จุด ส่วนเรื่องของราคายางพาราตกต่ำจนเกิดผลกระทบต่อค่าครองชีพ นางมุกดาวรรณ กล่าวว่า ได้รับรายงานจาก นายมนัส บุญพัฒน์ นายกสมาคมคนกรีดยาง และชาวสวนยางรายย่อย ถึงเรื่องราคายางปรับตัวดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเปรียบเทียบจาก ราคาน้ำยางสด อยู่ที่กิโลกรัมละ 57 บาท แต่เกษตรกรขายได้จริงนับตั้งแต่ เดือนตุลาคม 2565 อยู่ที่กิโลกรัมละ 42-43 บาท และยังได้ปรับตัว ลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึงภาวะปัจจุบัน ต้นเดือนสิงหาคม 2566 อยู่ที่กิโลกรัมละ 36-37 บาท ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าสาเหตุหลักมาจากการที่ ตลาดยางยังต้องอาศัยต่างประเทศเป็นตลาดระบายหลักเกิน 85% ของยางที่ผลิตได้ภายในประเทศ จึงไม่สามารถควบคุมและกำหนดให้ราคามีความเสถียรได้ จึงขอรายงานต่อท่านประธานสภาไปถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงโดยด่วน โดยเฉพราะชาวสวนยาง ที่ต้องอาศัยรายได้จากการขายน้ำยางมาดูแลครอบครัว และเป็นอาชีพหลักของครอบครัว