17 สิงหาคม 2566 เวลา 20:25
"ณัฏฐ์ชนน" อภิปราย ปัญหาเอกสารสิทธิ์และที่ดินทำกิน พื้นที่ทับซ้อนที่ดินรัฐ
วันที่ 17 สิงหาคม 2566 นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส. พรรคภูมิใจไทย จ.สงขลา เขต 7 ได้อภิปราย รับทราบผลดำเนินการแผนการปฎิรูปประเทศ ปี 2565

โดยนายณัฏฐ์ชนน กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของรายงานฉบับนี้ คือรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือปี พ.ศ. 2560 มาตรา 270 ครม.ได้แจงความคืบหน้าในการดำเนินการ ตามแผนปฏิรูปประเทศต่อรัฐสภาเพื่อรับทราบทุก 3 เดือน กฎหมายระบุไว้ชัดเจน แต่ในวันนี้ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ , รัฐมนตรีฯ และตัวแทน ซึ่งทำหน้าที่ เลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เข้ามารับฟังการชี้แจง
ต่อมาได้พูดถึงในประเด็นรายงานผลสัมฤทธิ์ เรื่องเกี่ยวกับที่ดิน ปรากฏว่าการจัดที่ดินทำกิน ในรายงานระบุว่า สามารถดำเนินการในพื้นที่ไปได้ 1,442 ครอบคลุมไปทั้งหมด 70 จังหวัด เป็นพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 5,700,000 ไร่ ครอบคลุมประชากรทั้งหมด 69,000 กว่าราย ถ้าปัจจุบันหากดำเนินการแบบนี้อยู่ คนไทยสามารถครอบครองเอกสารสิทธิ์ และที่ดิน ครบภายใน 1,000 ปี เป้าหมายหลักคือการจัดการที่ดินทำกิน รายงานฉบับได้สรุปได้ว่า เป้าหมายแผนด้านสังคมบรรลุ ชุมชนในเขต เมืองมีความเข้มเเข็ง และเข้าถึงสวัสดิการภาครัฐ อย่างเท่าเที่ยม อันจะนำไป สู่ความเสมอภาคทางสังคม นี่คือบทสรุปของเรื่องจัดการที่ดิน
ต่างกับโลกความเป็นจริง นายณัฏฐ์ชนน กล่าวว่า ยกตัวอย่างในจังหวัดสงขลา ปัญหาเอกสารสิทธิ์ และที่ดินทำกินของชาวบ้านที่ทับซ้อนกับพื้นที่ของรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ของสภาฯ แห่งนี้ ฝากไปยังสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าหัวใจหลักคือจัดการที่ดินทำกินของประเทศ ยกตัวอย่างในอำเภอนาทวี ในอดีต ชาวบ้านไม่มีเอกสารสิทธิ์ สำนักงานสปก.ประกาศปฏิรูปกลุ่มทั้งอำเภอ ชาวบ้านก็ได้ไปออกเขตปฏิรูป ปรากฎว่าไม่สามารถทำธุรกรรมได้บางอย่าง จนทุกวันนี้ยังไม่ยกเลิก ทำให้อำเภอนาทวีไม่สามารถขยายได้ เนื่องจากไม่มีนักลงทุน มาซื้อ-ขายที่ดิน เพื่อลงทุนธุรกิจ นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งบริบท ที่หลายพื้นที่อยากจะยกเลิก
ฉะนั้นปัญหาใหญ่คือเรื่องของเอกสารสิทธิ์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไม่ละเลยในส่วนนี้ เพราะเป็นจุดกำเนิดการขาดโอกาสของประชาชน ไม่ได้รับสิทธิ์ที่ดินทำกินที่ตกทอดให้กับทายาทในรุ่นถัดๆ ไป และไม่ได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาล ในขณะที่จัดเงินชดเชยให้กับเกษตรกร หรือเวนคืนที่ดิน เนื่องจากครอบครองที่ดิน ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ และไม่สามารถจัดสรรงบประมาณลงไปยังพื้นที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นพื้นไหนก็ตาม ถ้าไม่มีเอกสารสิทธิ์ แล้วยังเป็นพื้นที่ป่า พื้นที่ของรัฐฯ ก็ไม่มีโอกาสได้รับงบประมาณจากรัฐบาล เท่ากับว่าการพัฒนาจะไม่เกิดขึ้นในพื้นที่นั้นๆ แต่ถ้า นายกอบต. นายกเทศบาลฯ หรือมีหน่วยงานไปเอางบประมาณ ไปลง สตง. ป.ป.ช. กลายเป็นกับดักที่น่ากลัวที่สุด ของพี่น้องที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ในพื้นที่ ฝากไปยังรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าไปดูแลในเรื่องนี้ เพื่อประโยชน์ของประชาชน นายณัฏฐ์ชนน กล่าว.
