นายสฤษดิ์ กล่าวว่าปัจจุบันภาคแรงงานเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อน และการเติบโต ทางด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย แม้ว่าการจ้างงานจะมีส่วนดีอยู่บ้างดีขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ขณะเดียวกันแรงงานที่ขาดในด้านทักษะก็ยังมีการขาดแคลนเป็นจำนวนมาก ในปี 2565 เรามีประชากรถึง 66 ล้านคน เรามีประชากรผู้สูงอายุที่ 20 เปอร์เซ็นต์ ในอนาคตต่อไปผู้สูงวัยก็จะมีอายุยืนยาวโดยเฉลี่ยก็เกือบ 80 ปี
ทั้งนี้จะเห็นว่าภายหลังการเกษียณแล้ว ในระบบธุรกิจระบบราชการ 20-25 ปีที่ผู้สูงวัยจะต้องดำรงชีพต่อไปในอนาคต จึงจะเน้นไปในเรื่องของแรงงานผู้สูงอายุที่จะต้องต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างของสังคม ซึ่งวัยแรงงานลดลง การเกิดน้อยลง คุณภาพชีวิตของผู้สูงวัย ซึ่งจะมีอายุยืนยาวขึ้นไปขาดเงินออมต้องการพึ่งพาบุตรหลานมีจำนวนน้อยลง
ผู้สูงอายุในฐานะเป็นพลังของสังคม มุ่งใช้ประโยชน์จากศักยภาพของผู้สูงวัยตามความพร้อมในการทำงาน กิจกรรมเป็นสิ่งที่จะทำให้สังคมของผู้สูงวัยมีกิจกรรม และดำเนินชีวิตโดยที่ไม่ต้องพึ่งบุตรหลาน และภาครัฐน้อยลง เป็นการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศชาติอีกแบบหนึ่ง
โดยแรงงานผู้สูงอายุมีทักษะและประสบการณ์ในการทำงาน ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น การทำงานในภาคบริการ ภาคเกษตรกรรม หรือภาคการผลิต นอกจากนี้ แรงงานผู้สูงอายุยังสามารถเป็นกำลังสำคัญในการถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์ให้แก่คนรุ่นใหม่ได้
อย่างไรก็ตาม แรงงานผู้สูงอายุก็อาจมีข้อจำกัดในด้านร่างกาย และความแข็งแรง ดังนั้น การจัดหางานที่เหมาะสมกับแรงงานผู้สูงอายุจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยควรพิจารณาถึงทักษะ ความถนัด และสภาพร่างกายของแรงงานผู้สูงอายุเป็นหลัก
นอกจากนี้ นายสฤษดิ์กล่าวว่า รัฐบาลควรมีมาตรการสนับสนุนแรงงานผู้สูงอายุ เช่น การจัดหางานให้แรงงานผู้สูงอายุ การฝึกอบรมพัฒนาทักษะแรงงานผู้สูงอายุ และการให้สวัสดิการแก่แรงงานผู้สูงอายุ รวมทั้งภาครัฐควรมีมาตรการแก้ไขปัญหาการจ้างงาน และทักษะแรงงานโดยรวมด้วย เช่น การปรับปรุงกฎหมายแรงงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน, การพัฒนาระบบการศึกษาและการฝึกอบรมให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน, การส่งเสริมการลงทุนในประเทศ เพื่อเพิ่มจำนวนการจ้างงาน
