“นภินทร” นำ “พาณิชย์” ผนึก 15 ยักษ์ค้าปลีก ค้าส่ง แชร์ราคาสินค้า ยกระดับการจัดทำดัชนีเศรษฐกิจการค้า เพิ่มความแม่นยำดูแลค่าครองชีพ

“นภินทร” นำ “พาณิชย์” ผนึก 15 ยักษ์ค้าปลีก ค้าส่ง แชร์ราคาสินค้า ยกระดับการจัดทำดัชนีเศรษฐกิจการค้า เพิ่มความแม่นยำดูแลค่าครองชีพ

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 ณ ห้องประชุมบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการให้ข้อมูลราคาขายปลีกสินค้าอุปโภค – บริโภค และราคาวัสดุก่อสร้างระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับ 15 ผู้ประกอบรายสำคัญของประเทศ เพื่อช่วยพัฒนาการจัดทำดัชนีเศรษฐกิจการค้าที่กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินมามากกว่า 80 ปี ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับการทำงานอย่างสร้างสรรค์ และสอดคล้องกับนโยบายที่ได้ให้ไว้ คือ เร่งทำงานเชิงรุก ให้มีความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ลดข้อจำกัดในการทำงาน และการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับภาคเอกชน สำหรับวัตถุประสงค์หลักในการร่วมมือฯ เพื่อพัฒนาการจัดทำดัชนีเศรษฐกิจการค้าให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญและเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นจากเดิม ที่ต้องอาศัยเจ้าหน้าที่เก็บข้อมูลจำนวนมากตามห้างร้านต่าง ๆ เปลี่ยนเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลโดยตรงจากผู้ประกอบการ โดยใช้ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและความอนุเคราะห์จากผู้ประกอบการ ทำให้กระทรวงพาณิชย์ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องอย่างรวดเร็ว และลดกระบวนการทำงาน แต่ยังคงไว้ ซึ่งมาตรฐานในการจัดทำดัชนีเศรษฐกิจการค้าระดับสากล นายนภินทร กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ ยังเป็นตัวอย่างของความสำเร็จที่เกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องมีกฎหมาย เพราะแนวคิดของรัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการลดอุปสรรค โดยแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจการค้า ดังนั้น สิ่งไหนที่ทำได้จะทำทันที และหลีกเลี่ยงการสร้างความยุ่งยากในการทำงานให้กับภาคเอกชน สิ่งไหนที่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานให้เกิดผลลัพธ์แบบใหม่ ต้องกล้าคิดและลงมือทำโดยมองว่าความท้าทายในการทำงานทุกวันนี้ คือ ทำอย่างไรให้รวดเร็ว ง่าย และมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยใช้ศักยภาพของความร่วมมือระหว่าง 2 ฝ่าย และเทคโนโลยี ทำให้เกิดประโยชน์กับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน นายนภินทร กล่าวทิ้งท้ายว่า การยกระดับการจัดทำดัชนีเศรษฐกิจการค้าในครั้งนี้ จะสร้างประโยชน์ให้กับประเทศเป็นอย่างมาก เพราะ 2 ดัชนี ที่จะได้รับข้อมูลจากผู้ประกอบการนั้น ถือเป็นตัวชี้วัดที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการทำงานของภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งดัชนีราคาผู้บริโภคซึ่งจะนำไปคำนวณอัตราเงินเฟ้อ เป็นหัวใจหลักในการวัดค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และเชื่อมั่นว่าการพัฒนาเครื่องชี้วัด ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จะทำให้รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์สามารถดูแลค่าครองชีพอย่างถูกจุด รวดเร็ว และใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าอันจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนในที่สุด โดยกระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย นำเข้า ครม. เพื่อกำหนดกรอบเป้าหมายการดำเนินนโยบายการเงินในแต่ละปี และนำมาใช้ในการกำหนด การปรับขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นำไปประกอบการจัดทำ GDP และกระทรวงแรงงานนำไปประกอบการจัดทำอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ขณะที่ราคาวัสดุก่อสร้าง ถูกใช้เป็นราคาอ้างอิงสำหรับการจัดทำราคากลางการก่อสร้างภาครัฐ กระทรวงพาณิชย์มีความมุ่งมั่นที่จะอำนวยความสะดวกให้ภาคการค้าและการลงทุนให้มความสะดวกรวดเร็ว และเชื่อว่าการพัฒนาครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งเสริมให้การลงทุนก่อสร้างภาครัฐมีความพร้อมมากขึ้น และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางด้านต้นทุน อันจะนำไปสู่การเร่งลงทุนและการจ้างงานทำให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต่อไปโดยเฉพาะในปีงบประมาณ 2567 และ 2568 ที่กระบวนการทางงบประมาณต่าง ๆ จะกลับเข้าสู่ระดับปกติ มีโครงการสำคัญของภาครัฐ ที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ 15 ผู้ประกอบรายสำคัญของประเทศ ประกอบด้วย 1 - สมาคมผู้ค้าปลีกไทย 2 - บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 3 - บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) 4 - บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด 5 - บริษัท ซี.เจ. เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป จำกัด 6 - บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด 7 - บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) 8 - บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด 9 - บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) 10 - บริษัท ฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาเก็ต จำกัด 11 - บริษัท เมกา โฮม เซ็นเตอร์ จำกัด 12 - บริษัท อิออน (ไทยแลนด์) จำกัด 13 - บริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด 14 - บริษัท เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น จำกัด 15 - บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)