
4 เมษายน 2567 เวลา 21:45
ส่งออกของไทยฟื้นตัวดีกว่าหลายประเทศในช่วงวิกฤต
"นภินทร" แจง การส่งออกของไทยฟื้นตัวดีกว่าหลายประเทศในช่วงวิกฤต ชี้ 6 เดือนที่รัฐบาลบริหารงานบวก 5.4 % ขณะที่วิธีการคำนวณการใช้สิทธิ์พิเศษทางภาษี เป็นไปตามมาตรฐานสากล
วันที่ 4 เมษายน 2567 นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 152 ว่า กรณีทีมีสมาชิกสอบถามว่า 1.ไทยฟื้นตัวการส่งออกช้ากว่าหลายประเทศจริงหรือไม่ ขอเรียนว่า ในช่วงวิกฤตไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าหรือโควิด-19 เกือบทุกประเทศมีปัญหาเรื่องการส่งออก เพราะประชาชนหยุดการใช้จ่ายและหยุดการเดินทาง ตัวอย่างเช่น เกาหลีใต้มีการส่งออกติดลบ 10.4% ไต้หวันติดลบ 1.5% มาเลเซียติดลบ 3.4% อินโดนีเซียติดลบ 6.8% ยกเว้นเวียดนามที่ได้รับอานิสงส์จากสงครามการค้าจึงมีการขยายตัว ในขณะที่ไทยติดลบเพียง 2.6% เท่านั้น สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าภาวะทั่วโลกนั้นประสบปัญหาการส่งออก แต่ประเทศไทยสามารถบริหารจัดการการค้าระหว่างประเทศในช่วงวิกฤตได้ดีในระดับที่น่าพอใจ
นายนภินทร กล่าวว่า เมื่อวิกฤตผ่านไป พบว่าประเทศไทยสามารถฟื้นการส่งออกได้เป็นอย่างดีตามลำดับไม่แพ้ประเทศใด ตัวอย่างเช่น ในปี 2559 เมื่อเทียบกับปี 2558 เกาหลีใต้ยังติดลบอยู่ 7.5% ไต้หวันติดลบ 9.8% เวียดนามติดลบ 4.8% ฟิลิปปินส์ติดลบ 7.6% อินโดนีเซียติดลบ 11.3% และมาเลเซียติดลบ 11.5%
ในขณะที่ประเทศไทยติดลบเพียง 1% เท่านั้นในปี 2566 เทียบกับปี 2565 การส่งออกของไทยติดลบ 1% ขณะที่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหาร 4 เดือน กันยายนถึงธันวาคม การส่งออกเป็นบวกเมื่อเทียบกับปี 65 บวกถึง 4.8 % ทำให้ภาคของการส่งออกติดลบเหลือเพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น นอกจากนี้เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ของปี 2567 เราบวก 10% และ 3.6% ซึ่ง 6 เดือนเราบวกขึ้นมาถึง 5.4%
นายนภินทร กล่าวอีกว่า ข้อที่ 2.ในการวิธีการคำนวณการใช้สิทธิ์พิเศษทางภาษีทำไมไม่ใช้วิธีการคำนวณโดยใช้มูลค่าการส่งออก ซึ่งขอเรียนว่า วิธีการคำนวณปัจจุบันเป็นไปตามหลักสากล ภายใต้ข้อตกลงของ WTO ผลลัพธ์ของวิธีการคำนวณต่างกล่าวสามารถไปติดตามผลสถิติการใช้ประโยชน์ของ FTA ได้ และสามารถนำไปสู่การพิจารณาในประเด็นกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิด และสะท้อนให้เห็นถึงการผลิตว่าทำได้อยู่จริงแค่ไหน
ส่วนข้อ 3.ที่ถามว่าประเทศไทยทำ FTA ไว้จำนวนมาก คุ้มค่ากับทรัพยากรที่ประเทศสูญเสียไปหรือไม่ ซึ่งขอเรียนว่าก่อนที่ประเทศไทยจะเริ่มทำ FTA ในปี 2536 การค้าในปี 2535 นั้่นการส่งออกรวมมูลค่า 35,697 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อมี FTA 14 ฉบับ 15 ประเทศ ไม่รวมศรีลังกา ผลปรากฏว่าการค้ามวลรวมของประเทศไทยมีมูลค่าถึง 343,387 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้นมาถึง 863 % เมื่อเทียบจากปี 2565 มูลค่าการส่งออกปี 2566 อยู่ที่ 167,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตขึ้นมาจากปี 2535 ถึง 1,153 %
และมูลค่าการนำเข้าอยู่ที่ 176,657 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตขึ้นมาจากปี 2535 ถึง 690 % ซึ่ง FTA ถือได้ว่ามีประโยชน์ และการทำ FTA มากๆ นั้นมีประโยชน์กับประเทศไทย เพราะพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยคือการส่งออก