“อาสพลธ์” หนุน ร่าง พ.ร.บ.อำนาจเรียกของกมธ.สภาฯ และวุฒิสภา

“อาสพลธ์” หนุน ร่าง พ.ร.บ.อำนาจเรียกของกมธ.สภาฯ และวุฒิสภา

“อาสพลธ์” หนุน ร่าง พ.ร.บ.อำนาจเรียกของกมธ.สภาฯ และวุฒิสภา พร้อมเสนอให้มีการปรับปรุงบทลงโทษ กลไกการเรียกเอกสาร และบุคคลเพิ่มเติม เพื่อให้ กม. มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น 24 กรกฎาคม 2567 นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายร่างพระราชบัญญัติอํานาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ซึ่งเสนอโดยนายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง พรรคภูมิใจไทย โดยในการอภิปรายจะแบ่งเป็น 5 ส่วนหลัก ได้แก่ หลักการและเหตุผล ในการเสนอร่างพระราชบัญญัตินี้ ส่วนที่สองประโยชน์ของกฎหมายฉบับนี้ ส่วนที่ 3 เหตุผลที่ต้องมีการเสนอกฎหมายฉบับนี้ ส่วนที่ 4 เป็นข้อเสนอแนะ และข้อสังเกตผ่านไปยังคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นในระยะเวลาข้างหน้าอันใกล้นี้ และสุดท้ายสรุป . โดยนายอาสพลธ์ กล่าวถึงหลักการและเหตุผลว่า ร่างพระราชบัญญัตินี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงพระราชบัญญัติคําสั่งเรียบของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา พ.ศ. 2554 ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 129 ที่กําหนดให้คณะกรรมาธิการมีอํานาจเรียกเอกสาร หรือบุคคลมาแถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาอยู่นั้นได้ . ประโยชน์ของร่างพระราชบัญญัติอํานาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยได้ศึกษามา มี 5 ข้อด้วยกันดังนี้ 1) เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการดําเนินงานการกําหนดผลบังคับทางกฎหมาย เพื่อให้คณะกรรมาธิการมีกลไกในการเรียกบุคคล รวมทั้งเอกสารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 2) คือสนับสนุนการทํางานของรัฐสภาเพื่อให้การดําเนินกิจการของรัฐสภาตามหน้าที่ และอํานาจของคณะกรรมาธิการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามหลักการสาระสําคัญที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 3) การตรวจสอบ และถ่วงดุลการบริหาร กฎหมายนี้ช่วยให้คณะกรรมาธิการสามารถตรวจสอบ และถ่วงดุลการบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 4) เป็นส่วนที่ให้ความสำคัญมากที่สุด คือ สามารถแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือเรื่องร้องเรียนของพี่น้องประชาชน เห็นว่าการปรับปรุงการเสนอกฎหมายนี้มีประโยชน์ เพราะในการทํางานในชั้นกรรมาธิการมักพบเจอปัญหาอุปสรรค ไม่ว่าจะเป็นการเรียกเอกสาร หรือการเชิญเจ้าหน้าที่มาให้ชี้แจงข้อเท็จจริง เมื่อเราไม่มีอํานาจเรียก ไม่มีบทลงโทษ การแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนจึงเป็นไปได้ยาก จึงเป็นประโยชน์ข้อที่ 4 ในการเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ และ ประโยชน์ข้อที่ 5) เป็นการป้องกันการทุจริต เมื่อฝ่ายนิติบัญญัติเสนอกฎหมายร่างพระราชบัญญัติเพื่อมอบอํานาจให้กับฝ่ายนิติบัญญัติเองย่อมมีข้อครหาว่าเราเสนออํานาจให้ตัวเราเอง เพื่อไปตรวจสอบคนอื่น แต่ทั้งนี้ผู้เสนอร่างกฎหมายฉบับนี้คือท่านสส.สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง พรรคภูมิใจไทย ได้รับฟังความคิดเห็น และมีความกังวล กลัวว่าคณะกรรมาธิการก็ดี ผู้ที่ทํางานในคณะกรรมาธิการก็ดี จะใช้ประโยชน์ของการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้เพื่อประโยชน์ของตัวเอง จึงได้เสนอให้มีการป้องกันการทุจริต โดยมีบทบังคับของกรรมาธิการที่ปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริตให้มีการรับโทษทางจริยธรรม . นายอาสพลธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้ง 5 ข้อที่กล่าวไปแล้วเป็นประโยชน์ เหตุผลที่ต้องมีการเสนอร่างพระราชบัญญัตินี้เพราะว่า กฎหมายเดิมที่เราใช้เรียกว่า พระราชบัญญัติคําสั่งเรียก ของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา พ.ศ. 2554 มีข้อบกพร่องหรือไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2500 มาตรา 129 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้มีคําวินิจฉัยที่ 17 / 2563 ว่าบทบัญญัติบางมาตราของพ.ร.บ.คําสั่งเรียก พ.ศ. 2554 นี้ ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 129 โดยเฉพาะในมาตรา 5 มาตรา 8 มาตรา 13 เนื่องจากเหตุผลดังนี้ 1. การเปลี่ยนแปลงคําสําคัญ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้เปลี่ยนคําจาก “อํานาจออกคําสั่งเรียก” เป็น “อํานาจเรียก” และ “จากการสอบสวน” เป็น “การสอบหาข้อเท็จจริง” และยังได้ตัดข้อความที่ว่า “ตามที่กฎหมายบัญญัติออกไป” ซึ่งทําให้บทบัญญัติดังกล่าวไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน การกําหนดบทลงโทษทางอาญา เดิมทีเราได้มีการกําหนดบทลงโทษทางอาญาซึ่งคําสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่มุ่งเน้นเป็นการขอความร่วมมือจากบุคคลหรือหน่วยงานต่างๆ มากกว่าการใช้บทลงโทษทางอาญา นั่นจึงเป็นเหตุผลในการเสนอร่างพระราชบัญญัติในวันนี้ อย่างไรก็ดี รายละเอียดของร่างพ.ร.บ. ดังกล่าว ยังเห็นว่ามีข้อบกพร่อง ซึ่งอยากจะเสนอแนะ รวมทั้งตั้งข้อสังเกตผ่านท่านประธานฯ ไปยังคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้น คือ ในการปรับปรุงบทลงโทษให้สอดคล้องกับคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มโทษทางจริยธรรมก็ดี หรือการเพิ่มโทษทางวินัยแทนการลงโทษทางอาญาก็ดี ควรให้คณะกรรมการกฤษฎีกาผู้แทนกฤษฎีกา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการแสดงความคิดเห็นเพื่อให้ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ เมื่อประกาศใช้แล้วจะได้ไม่ขัดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญต่อไป 2. เพิ่มมาตรการคุ้มครองผู้ให้ข้อมูล ควรกําหนดมาตรการคุ้มครองเพิ่มเติมสําหรับผู้ที่มาให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการ เพื่อให้ผู้ให้ข้อมูลมีความมั่นใจว่าจะไม่ได้รับผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์จากการให้ข้อมูล 3. ควรปรับปรุงกลไกการเรียกเอกสาร และบุคคล ทั้งหมดนํามาสู่ข้อสรุปดังนี้ว่า ร่างพระราชบัญญัติอํานาจเรียกของคณะกรรมาธิการฉบับใหม่นี้ เป็นการปรับปรุงกฎหมายเดิมเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน นายอาสพลธ์ ได้เสนอแนะให้มีการปรับปรุงบทลงโทษ กลไกการเรียกเอกสาร และบุคคลเพิ่มเติมตามที่ได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้เพื่อให้กฎหมายมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น และแน่นอนว่าอะไรก็ตามที่ทําเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้ เวทีสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เป็นเวทีที่รับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชน แต่เรารับฟังปัญหาเราแก้ไขปัญหาให้เขาไม่ได้ ผู้แทนราษฎรไม่ว่าจะฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลก็ไม่มีใครสบายใจ จึงเป็นที่มาของการเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ “ พรรคภูมิใจไทยเคารพในระบอบประชาธิปไตย เคารพในการตรวจสอบและฟังเสียงของพี่น้องประชาชน ผมและเพื่อนสมาชิกจากพรรคภูมิใจไทย เห็นด้วยที่จะรับหลักการร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ทั้ง 3 ฉบับ” นายอาสพลธ์ กล่าวทิ้งท้าย