วันที่ 14 สิงหาคม 2567 นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สมาชิสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ เขต 8 พรรคภูมิใจไทย อภิปรายร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร (ฉบับที่...) พ.ศ... โดยแบ่งออกเป็น 5 หัวข้อดังนี้ ส่วนที่ 1 สาระสําคัญของร่างพระราชบัญญัตินี้แบ่งออกเป็น 4 หัวข้อย่อยคือ ในร่างฉบับนี้มีการปรับปรุงโครงสร้างของศาลภาษีอากรให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยกําหนดอํานาจหน้าที่ในการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับภาษีอากรทุกประเภทครอบคลุม ทั้งการอุทธรณ์ คําวินิจฉัยของเจ้าพนักงานภาษีอากร การขอคืนภาษี และข้อพิพาทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษี
ส่วนที่ 2 ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ระบุอํานาจของศาลภาษีอากรในการพิจารณาคดีต่างๆ อย่างชัดเจนให้มีอํานาจตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับภาษีอากรทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่ง หรือคดีอาญา รวมถึงการพิจารณาอุทธรณ์คําวินิจฉัยจากเจ้าพนักงานภาษี ทําให้ประชาชนมีช่องทางในการต่อสู้ทางกฎหมายที่ชัดเจนและเป็นธรรมมากขึ้น
ส่วนที่ 3 ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้กําหนดกระบวนการพิจารณาคดีภาษีอากรให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการกําหนดขั้นตอนที่ชัดเจนในการยื่นอุทธรณ์และดําเนินคดี ซึ่งจะช่วยลดปัญหาความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรม และมีการระบุจํานวนผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ในศาลภาษีอากรอย่างชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการพิจารณาคดี มีประสิทธิภาพและลดปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่อาจจะเกิดขึ้น มีความแตกต่างจากกฎหมายเดิมปี 2528 คือ โครงสร้างศาลภาษีอากรในพระราชบัญญัติฉบับเดิม การจัดตั้งศาลภาษีอากรเน้นการตั้งศาลภาษีอากรกลางที่กรุงเทพมหานครเพียงย่างเดียว ทําให้เกิดความล่าช้าและแออัดในการพิจารณาคดี แต่ร่างฉบับใหม่กําหนดให้มีศาลภาษีอากรที่สามารถพิจารณาคดีได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยอาจมีการจัดตั้งศาลเพิ่มเติมในอนาคต ในภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก และภาคใต้ เพื่อรองรับคดีที่มีจํานวนมากขึ้น การพิจารณาคดีในพระราชบัญญัติพุทธศักราช 2528 กระบวนการพิจารณาคดีมีความล่าช้าเนื่องจากการขาดแคลนผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
นายอาสพลธ์ กล่าวว่า จากเอกสารสถิติของศาลภาษีอากรกลางพุทธศักราช 2565 จะพบว่ามีคดีที่ค้างเก่า 194 คดี และมีคดีรับใหม่ 196 คดี รวมทั้งหมด 390 คดี แต่พิพากษาเสร็จไปเพียง 218 คดี เหลือค้างอีก 172 คดี ซึ่งจะทบไปในปี 2566 โดยในร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่มีการกําหนดจํานวนผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่มากขึ้น เพื่อปรับปรุงขั้นตอนการพิจารณาคดีให้รวดเร็ว ลดคดีค้างไม่ให้มีมากเหมือนในปัจจุบัน มีการขยายขอบเขตอํานาจของศาลภาษีอากรให้ครอบคลุมทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับภาษีอากรทุกประเภท ระบุขั้นตอนการดําเนินคดีชัดเจน เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น การปรับปรุงและพัฒนากฎหมายภาษีอากรในร่างพระราชบัญญัตินี้ส่งผลให้การพิจารณาคดีภาษีอาการเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยลดความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรมประชาชนจะได้รับความยุติธรรมที่รวดเร็วและสะดวกขึ้น ขณะเดียวกันก็จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชนในระบบยุติธรรมและกฎหมายภาษีอากร ลดปัญหาการหลีกเลี่ยงภาษี และเพิ่มรายได้ให้กับรัฐ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว
นายอาสพลธ์ กล่าวอีกว่า ส่วนที่ 4 ขอฝากข้อเสนอแนะ 3 ข้อ ไปยังคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นดังนี้ ข้อที่ 1 การเพิ่มทรัพยากรและบุคลากรที่เพียงพอ เพื่อให้ศาลภาษีอากร ดําเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเพิ่มจํานวนผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านภาษีอากรอย่างเหมาะสม เพื่อรองรับจํานวนคดีที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต ข้อที่ 2 การเพิ่มศักยภาพของบุคลากรศาล ควรจัดให้มีการอบรมและพัฒนาศักยภาพของผู้พากษาและเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจในกฎหมาย และกระบวนการพิจารณาคดีภาษีอากรที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้การตัดสินคดีเป็นไปอย่างถูกต้องและยุติธรรม ข้อที่ 3 ควรส่งเสริมความโปร่งใสและความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม ปรับปรุงกระบวนการพิจารณาคดีให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในระบบยุติธรรม และกฎหมายภาษีอากร ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสําคัญในการสร้างสังคมที่ยุติธรรมและมีเสถียรภาพ
ส่วนที่ 5 ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นการปรับปรุงและพัฒนากฎหมายภาษีอากรให้มีประสิทธิภาพและทันสมัยมากขึ้น การแก้ไขข้อบกพร่องของกฎหมายเดิมจะช่วยให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมที่รวดเร็วและสะดวกขึ้น รวมทั้งส่งเสริมความเชื่อมั่นในระบบภาษีอากร นอกจากนี้หากเรามีศาลภาษีอากรที่มีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพแล้ว จะทําให้ประเทศไทยได้รับความเชื่อมั่นจากนานาชาติมากขึ้นในหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเยอรมนี ต่างมีศาลภาษีอากรที่ทำหน้าที่พิจารณาคดีภาษีอากรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นคงให้กับระบบภาษีของประเทศ จึงขอสนับสนุนร่าง พรบ.นี้อย่างเต็มที่ เนื่องจากเห็นว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศชาติ เศรษฐกิจ และสังคมของเราในอนาคต

14 สิงหาคม 2567 เวลา 16:15
"อาสพลธ์" หนุนร่างจัดตั้งศาลภาษีอากรฯทันสมัย แก้ไขข้อบกพร่อง
"อาสพลธ์" หนุนร่างจัดตั้งศาลภาษีอากรฯ ชี้ ทันสมัย แก้ไขข้อบกพร่อง ประชาชนได้รับความยุติธรรม นานาชาติเชื่อมั่นมากขึ้น แนะเพิ่มบุคลากรให้เพียงพอ มีศักยภาพ โปร่งใส
วันที่ 14 สิงหาคม 2567 นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สมาชิสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ เขต 8 พรรคภูมิใจไทย อภิปรายร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร (ฉบับที่...) พ.ศ... โดยแบ่งออกเป็น 5 หัวข้อดังนี้ ส่วนที่ 1 สาระสําคัญของร่างพระราชบัญญัตินี้แบ่งออกเป็น 4 หัวข้อย่อยคือ ในร่างฉบับนี้มีการปรับปรุงโครงสร้างของศาลภาษีอากรให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยกําหนดอํานาจหน้าที่ในการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับภาษีอากรทุกประเภทครอบคลุม ทั้งการอุทธรณ์ คําวินิจฉัยของเจ้าพนักงานภาษีอากร การขอคืนภาษี และข้อพิพาทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษี
ส่วนที่ 2 ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ระบุอํานาจของศาลภาษีอากรในการพิจารณาคดีต่างๆ อย่างชัดเจนให้มีอํานาจตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับภาษีอากรทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่ง หรือคดีอาญา รวมถึงการพิจารณาอุทธรณ์คําวินิจฉัยจากเจ้าพนักงานภาษี ทําให้ประชาชนมีช่องทางในการต่อสู้ทางกฎหมายที่ชัดเจนและเป็นธรรมมากขึ้น
ส่วนที่ 3 ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้กําหนดกระบวนการพิจารณาคดีภาษีอากรให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการกําหนดขั้นตอนที่ชัดเจนในการยื่นอุทธรณ์และดําเนินคดี ซึ่งจะช่วยลดปัญหาความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรม และมีการระบุจํานวนผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ในศาลภาษีอากรอย่างชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการพิจารณาคดี มีประสิทธิภาพและลดปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่อาจจะเกิดขึ้น มีความแตกต่างจากกฎหมายเดิมปี 2528 คือ โครงสร้างศาลภาษีอากรในพระราชบัญญัติฉบับเดิม การจัดตั้งศาลภาษีอากรเน้นการตั้งศาลภาษีอากรกลางที่กรุงเทพมหานครเพียงย่างเดียว ทําให้เกิดความล่าช้าและแออัดในการพิจารณาคดี แต่ร่างฉบับใหม่กําหนดให้มีศาลภาษีอากรที่สามารถพิจารณาคดีได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยอาจมีการจัดตั้งศาลเพิ่มเติมในอนาคต ในภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก และภาคใต้ เพื่อรองรับคดีที่มีจํานวนมากขึ้น การพิจารณาคดีในพระราชบัญญัติพุทธศักราช 2528 กระบวนการพิจารณาคดีมีความล่าช้าเนื่องจากการขาดแคลนผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
นายอาสพลธ์ กล่าวว่า จากเอกสารสถิติของศาลภาษีอากรกลางพุทธศักราช 2565 จะพบว่ามีคดีที่ค้างเก่า 194 คดี และมีคดีรับใหม่ 196 คดี รวมทั้งหมด 390 คดี แต่พิพากษาเสร็จไปเพียง 218 คดี เหลือค้างอีก 172 คดี ซึ่งจะทบไปในปี 2566 โดยในร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่มีการกําหนดจํานวนผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่มากขึ้น เพื่อปรับปรุงขั้นตอนการพิจารณาคดีให้รวดเร็ว ลดคดีค้างไม่ให้มีมากเหมือนในปัจจุบัน มีการขยายขอบเขตอํานาจของศาลภาษีอากรให้ครอบคลุมทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับภาษีอากรทุกประเภท ระบุขั้นตอนการดําเนินคดีชัดเจน เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น การปรับปรุงและพัฒนากฎหมายภาษีอากรในร่างพระราชบัญญัตินี้ส่งผลให้การพิจารณาคดีภาษีอาการเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยลดความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรมประชาชนจะได้รับความยุติธรรมที่รวดเร็วและสะดวกขึ้น ขณะเดียวกันก็จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชนในระบบยุติธรรมและกฎหมายภาษีอากร ลดปัญหาการหลีกเลี่ยงภาษี และเพิ่มรายได้ให้กับรัฐ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว
นายอาสพลธ์ กล่าวอีกว่า ส่วนที่ 4 ขอฝากข้อเสนอแนะ 3 ข้อ ไปยังคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นดังนี้ ข้อที่ 1 การเพิ่มทรัพยากรและบุคลากรที่เพียงพอ เพื่อให้ศาลภาษีอากร ดําเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเพิ่มจํานวนผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านภาษีอากรอย่างเหมาะสม เพื่อรองรับจํานวนคดีที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต ข้อที่ 2 การเพิ่มศักยภาพของบุคลากรศาล ควรจัดให้มีการอบรมและพัฒนาศักยภาพของผู้พากษาและเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจในกฎหมาย และกระบวนการพิจารณาคดีภาษีอากรที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้การตัดสินคดีเป็นไปอย่างถูกต้องและยุติธรรม ข้อที่ 3 ควรส่งเสริมความโปร่งใสและความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม ปรับปรุงกระบวนการพิจารณาคดีให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในระบบยุติธรรม และกฎหมายภาษีอากร ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสําคัญในการสร้างสังคมที่ยุติธรรมและมีเสถียรภาพ
ส่วนที่ 5 ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นการปรับปรุงและพัฒนากฎหมายภาษีอากรให้มีประสิทธิภาพและทันสมัยมากขึ้น การแก้ไขข้อบกพร่องของกฎหมายเดิมจะช่วยให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมที่รวดเร็วและสะดวกขึ้น รวมทั้งส่งเสริมความเชื่อมั่นในระบบภาษีอากร นอกจากนี้หากเรามีศาลภาษีอากรที่มีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพแล้ว จะทําให้ประเทศไทยได้รับความเชื่อมั่นจากนานาชาติมากขึ้นในหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเยอรมนี ต่างมีศาลภาษีอากรที่ทำหน้าที่พิจารณาคดีภาษีอากรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นคงให้กับระบบภาษีของประเทศ จึงขอสนับสนุนร่าง พรบ.นี้อย่างเต็มที่ เนื่องจากเห็นว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศชาติ เศรษฐกิจ และสังคมของเราในอนาคต
วันที่ 14 สิงหาคม 2567 นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สมาชิสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ เขต 8 พรรคภูมิใจไทย อภิปรายร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร (ฉบับที่...) พ.ศ... โดยแบ่งออกเป็น 5 หัวข้อดังนี้ ส่วนที่ 1 สาระสําคัญของร่างพระราชบัญญัตินี้แบ่งออกเป็น 4 หัวข้อย่อยคือ ในร่างฉบับนี้มีการปรับปรุงโครงสร้างของศาลภาษีอากรให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยกําหนดอํานาจหน้าที่ในการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับภาษีอากรทุกประเภทครอบคลุม ทั้งการอุทธรณ์ คําวินิจฉัยของเจ้าพนักงานภาษีอากร การขอคืนภาษี และข้อพิพาทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษี
ส่วนที่ 2 ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ระบุอํานาจของศาลภาษีอากรในการพิจารณาคดีต่างๆ อย่างชัดเจนให้มีอํานาจตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับภาษีอากรทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่ง หรือคดีอาญา รวมถึงการพิจารณาอุทธรณ์คําวินิจฉัยจากเจ้าพนักงานภาษี ทําให้ประชาชนมีช่องทางในการต่อสู้ทางกฎหมายที่ชัดเจนและเป็นธรรมมากขึ้น
ส่วนที่ 3 ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้กําหนดกระบวนการพิจารณาคดีภาษีอากรให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการกําหนดขั้นตอนที่ชัดเจนในการยื่นอุทธรณ์และดําเนินคดี ซึ่งจะช่วยลดปัญหาความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรม และมีการระบุจํานวนผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ในศาลภาษีอากรอย่างชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการพิจารณาคดี มีประสิทธิภาพและลดปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่อาจจะเกิดขึ้น มีความแตกต่างจากกฎหมายเดิมปี 2528 คือ โครงสร้างศาลภาษีอากรในพระราชบัญญัติฉบับเดิม การจัดตั้งศาลภาษีอากรเน้นการตั้งศาลภาษีอากรกลางที่กรุงเทพมหานครเพียงย่างเดียว ทําให้เกิดความล่าช้าและแออัดในการพิจารณาคดี แต่ร่างฉบับใหม่กําหนดให้มีศาลภาษีอากรที่สามารถพิจารณาคดีได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยอาจมีการจัดตั้งศาลเพิ่มเติมในอนาคต ในภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออก และภาคใต้ เพื่อรองรับคดีที่มีจํานวนมากขึ้น การพิจารณาคดีในพระราชบัญญัติพุทธศักราช 2528 กระบวนการพิจารณาคดีมีความล่าช้าเนื่องจากการขาดแคลนผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
นายอาสพลธ์ กล่าวว่า จากเอกสารสถิติของศาลภาษีอากรกลางพุทธศักราช 2565 จะพบว่ามีคดีที่ค้างเก่า 194 คดี และมีคดีรับใหม่ 196 คดี รวมทั้งหมด 390 คดี แต่พิพากษาเสร็จไปเพียง 218 คดี เหลือค้างอีก 172 คดี ซึ่งจะทบไปในปี 2566 โดยในร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่มีการกําหนดจํานวนผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่มากขึ้น เพื่อปรับปรุงขั้นตอนการพิจารณาคดีให้รวดเร็ว ลดคดีค้างไม่ให้มีมากเหมือนในปัจจุบัน มีการขยายขอบเขตอํานาจของศาลภาษีอากรให้ครอบคลุมทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับภาษีอากรทุกประเภท ระบุขั้นตอนการดําเนินคดีชัดเจน เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น การปรับปรุงและพัฒนากฎหมายภาษีอากรในร่างพระราชบัญญัตินี้ส่งผลให้การพิจารณาคดีภาษีอาการเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยลดความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรมประชาชนจะได้รับความยุติธรรมที่รวดเร็วและสะดวกขึ้น ขณะเดียวกันก็จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชนในระบบยุติธรรมและกฎหมายภาษีอากร ลดปัญหาการหลีกเลี่ยงภาษี และเพิ่มรายได้ให้กับรัฐ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว
นายอาสพลธ์ กล่าวอีกว่า ส่วนที่ 4 ขอฝากข้อเสนอแนะ 3 ข้อ ไปยังคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นดังนี้ ข้อที่ 1 การเพิ่มทรัพยากรและบุคลากรที่เพียงพอ เพื่อให้ศาลภาษีอากร ดําเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเพิ่มจํานวนผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านภาษีอากรอย่างเหมาะสม เพื่อรองรับจํานวนคดีที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต ข้อที่ 2 การเพิ่มศักยภาพของบุคลากรศาล ควรจัดให้มีการอบรมและพัฒนาศักยภาพของผู้พากษาและเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจในกฎหมาย และกระบวนการพิจารณาคดีภาษีอากรที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้การตัดสินคดีเป็นไปอย่างถูกต้องและยุติธรรม ข้อที่ 3 ควรส่งเสริมความโปร่งใสและความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม ปรับปรุงกระบวนการพิจารณาคดีให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในระบบยุติธรรม และกฎหมายภาษีอากร ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสําคัญในการสร้างสังคมที่ยุติธรรมและมีเสถียรภาพ
ส่วนที่ 5 ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นการปรับปรุงและพัฒนากฎหมายภาษีอากรให้มีประสิทธิภาพและทันสมัยมากขึ้น การแก้ไขข้อบกพร่องของกฎหมายเดิมจะช่วยให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมที่รวดเร็วและสะดวกขึ้น รวมทั้งส่งเสริมความเชื่อมั่นในระบบภาษีอากร นอกจากนี้หากเรามีศาลภาษีอากรที่มีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพแล้ว จะทําให้ประเทศไทยได้รับความเชื่อมั่นจากนานาชาติมากขึ้นในหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเยอรมนี ต่างมีศาลภาษีอากรที่ทำหน้าที่พิจารณาคดีภาษีอากรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นคงให้กับระบบภาษีของประเทศ จึงขอสนับสนุนร่าง พรบ.นี้อย่างเต็มที่ เนื่องจากเห็นว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศชาติ เศรษฐกิจ และสังคมของเราในอนาคต