21 สิงหาคม 2567 นายภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย อภิปรายในมาตรา 6 ในร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ซึ่งในมาตรา 6 มีการแก้ไข โดยได้กล่าวว่า ตนเองไม่ได้แปรญัตติเอาไว้ แต่เนื่องจากว่ามีการแก้ไขจึงถือโอกาสตามข้อบังคับได้สอบถามกับทางกรรมาธิการ ในฐานะที่ตนเป็นตัวแทนของพรรคภูมิใจไทยได้เป็นผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้พร้อมๆ กับร่างของรัฐบาล และของเพื่อนสมาชิกอีกหลายท่าน
นายภราดร กล่าวว่า ไม่ได้ติดใจที่จะแก้ไขในเรื่องของ Double majority ( เกินกึ่งหนึ่ง 2 ชั้น ) โดยเห็นด้วยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในกฎหมายรัฐธรรมนูญเดิม การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ยากที่จะทําได้ พรรคภูมิใจไทยได้เสนอกฎหมายฉบับนี้โดยมีวัตถุประสงค์ 2 เรื่องด้วยกัน ซึ่งหนึ่งในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และในเรื่องของการทําประชามติอื่น ซึ่งแยกออกมาเป็นสองประเด็นคือ ในเรื่องของการทําประชามติอื่นเพื่อที่จะถามความเห็นของพี่น้องประชาชน อันนี้ไม่ติดใจในเรื่องของผู้ที่มาใช้สิทธิ์ ถ้าจะมาใช้สิทธิ์เท่าไหร่ไม่มีปัญหา แต่หากเป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญก็ยังมีข้อติดใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมาคือ รัฐธรรมนูญฉบับ 60 ผ่านประชามติได้มีการทําประชามติ และผ่านประชามติด้วยเสียงถึง 16-17 ล้านเสียง ซึ่งผู้ออกมาใช้สิทธิ์ขณะนั้น 29.7 ล้านคน การที่เราจะไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการทําประชามติ ตนเองไม่ติดใจ และมิได้ต้องการที่จะฉุดรั้งเหนี่ยวรั้งไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 60 แต่อย่างใด
“ อยากจะสอบถามกับทางกรรมาธิการว่า มีเหตุผลหรือหลักคิดอย่างไรที่ไม่เอาร่างของตนใส่เข้าไปในตัวกฎหมายของ กมธ. ซึ่งร่างของตนเขียนเอาไว้ว่า ควรที่จะต้องมีตัวกําหนดด้านบน นั่นคือผู้ที่มาออกเสียงทําประชามติ กฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ หากไม่กำหนดแคปบนเอาไว้ หากมีคนออกมาใช้สิทธิ์เพียง 5 แสนคน ในการทําประชามติเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นกังวลว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญที่จะมีการแก้ไขจะมีความศักดิ์สิทธิ์มากน้อยเพียงใด และจะได้รับความเชื่อมั่นจากพี่น้องประชาชนมากน้อยเพียงใด “
อย่างไรก็ตาม กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี 60 มีผู้มาใช้สิทธิ์ถึง 29.7 ล้าน และมีผู้เห็นด้วยถึง 16.8 แต่หากถึงเวลาเราไปทําประชามติแล้วมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์เพียงแค่ 1ล้านคน ซึ่งเป็นจํานวนน้อยมากเมื่อเทียบกับผู้มีสิทธิ์ทั้ง 52 ล้านคน รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะมีการแก้ไขจะมีความศักดิ์สิทธิ์มากน้อยเพียงใด และจะมีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด จะเป็นการยุติปัญหาในอนาคตหรือไม่ อย่างไร นี่เป็นประเด็นที่ได้พยายามบอกว่าควรที่จะต้องมีกําหนดตัวเลข ไม่จําเป็นที่จะต้องเป็นครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ อาจจะเป็นตัวเลขสัดส่วนเท่าไหร่ก็แล้วแต่ให้กรรมาธิการไปคิด และก็กําหนดกัน ซึ่งนี่คือการอภิปรายในวาระที่หนึ่ง แต่เมื่อมาดูในวาระที่สอง ที่ไม่ได้บรรจุเรื่องนี้เอาไว้ในตัวร่าง จึงต้องถือโอกาสสอบถามทางกรรมาธิการว่า ท่านมีเหตุผลประการใดที่ไม่บรรจุแคปบนเอาไว้ ถ้ากรรมาธิการมีเหตุผล แล้วสามารถตอบคําถามสิ่งที่สอบถามไปได้ ก็จะไม่ติดใจ แล้วก็ลงมติเห็นด้วยกับร่างของท่าน” นายภราดร กล่าวในท้ายที่สุด

21 สิงหาคม 2567 เวลา 17:29
“ภราดร” อภิปรายร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ไม่ติดใจแก้ไข Double Majority ห่วงความน่าเชื่อถือต่อการแก้ รธน.
“ภราดร” อภิปรายร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ไม่ติดใจแก้ไข Double Majority แต่ห่วงความน่าเชื่อถือต่อการแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าไม่มีกำหนดสัดส่วนตัวเลขที่ชัดเจน
21 สิงหาคม 2567 นายภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย อภิปรายในมาตรา 6 ในร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ซึ่งในมาตรา 6 มีการแก้ไข โดยได้กล่าวว่า ตนเองไม่ได้แปรญัตติเอาไว้ แต่เนื่องจากว่ามีการแก้ไขจึงถือโอกาสตามข้อบังคับได้สอบถามกับทางกรรมาธิการ ในฐานะที่ตนเป็นตัวแทนของพรรคภูมิใจไทยได้เป็นผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้พร้อมๆ กับร่างของรัฐบาล และของเพื่อนสมาชิกอีกหลายท่าน
นายภราดร กล่าวว่า ไม่ได้ติดใจที่จะแก้ไขในเรื่องของ Double majority ( เกินกึ่งหนึ่ง 2 ชั้น ) โดยเห็นด้วยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในกฎหมายรัฐธรรมนูญเดิม การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ยากที่จะทําได้ พรรคภูมิใจไทยได้เสนอกฎหมายฉบับนี้โดยมีวัตถุประสงค์ 2 เรื่องด้วยกัน ซึ่งหนึ่งในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และในเรื่องของการทําประชามติอื่น ซึ่งแยกออกมาเป็นสองประเด็นคือ ในเรื่องของการทําประชามติอื่นเพื่อที่จะถามความเห็นของพี่น้องประชาชน อันนี้ไม่ติดใจในเรื่องของผู้ที่มาใช้สิทธิ์ ถ้าจะมาใช้สิทธิ์เท่าไหร่ไม่มีปัญหา แต่หากเป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญก็ยังมีข้อติดใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมาคือ รัฐธรรมนูญฉบับ 60 ผ่านประชามติได้มีการทําประชามติ และผ่านประชามติด้วยเสียงถึง 16-17 ล้านเสียง ซึ่งผู้ออกมาใช้สิทธิ์ขณะนั้น 29.7 ล้านคน การที่เราจะไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการทําประชามติ ตนเองไม่ติดใจ และมิได้ต้องการที่จะฉุดรั้งเหนี่ยวรั้งไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 60 แต่อย่างใด
“ อยากจะสอบถามกับทางกรรมาธิการว่า มีเหตุผลหรือหลักคิดอย่างไรที่ไม่เอาร่างของตนใส่เข้าไปในตัวกฎหมายของ กมธ. ซึ่งร่างของตนเขียนเอาไว้ว่า ควรที่จะต้องมีตัวกําหนดด้านบน นั่นคือผู้ที่มาออกเสียงทําประชามติ กฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ หากไม่กำหนดแคปบนเอาไว้ หากมีคนออกมาใช้สิทธิ์เพียง 5 แสนคน ในการทําประชามติเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นกังวลว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญที่จะมีการแก้ไขจะมีความศักดิ์สิทธิ์มากน้อยเพียงใด และจะได้รับความเชื่อมั่นจากพี่น้องประชาชนมากน้อยเพียงใด “
อย่างไรก็ตาม กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี 60 มีผู้มาใช้สิทธิ์ถึง 29.7 ล้าน และมีผู้เห็นด้วยถึง 16.8 แต่หากถึงเวลาเราไปทําประชามติแล้วมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์เพียงแค่ 1ล้านคน ซึ่งเป็นจํานวนน้อยมากเมื่อเทียบกับผู้มีสิทธิ์ทั้ง 52 ล้านคน รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะมีการแก้ไขจะมีความศักดิ์สิทธิ์มากน้อยเพียงใด และจะมีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด จะเป็นการยุติปัญหาในอนาคตหรือไม่ อย่างไร นี่เป็นประเด็นที่ได้พยายามบอกว่าควรที่จะต้องมีกําหนดตัวเลข ไม่จําเป็นที่จะต้องเป็นครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ อาจจะเป็นตัวเลขสัดส่วนเท่าไหร่ก็แล้วแต่ให้กรรมาธิการไปคิด และก็กําหนดกัน ซึ่งนี่คือการอภิปรายในวาระที่หนึ่ง แต่เมื่อมาดูในวาระที่สอง ที่ไม่ได้บรรจุเรื่องนี้เอาไว้ในตัวร่าง จึงต้องถือโอกาสสอบถามทางกรรมาธิการว่า ท่านมีเหตุผลประการใดที่ไม่บรรจุแคปบนเอาไว้ ถ้ากรรมาธิการมีเหตุผล แล้วสามารถตอบคําถามสิ่งที่สอบถามไปได้ ก็จะไม่ติดใจ แล้วก็ลงมติเห็นด้วยกับร่างของท่าน” นายภราดร กล่าวในท้ายที่สุด
21 สิงหาคม 2567 นายภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย อภิปรายในมาตรา 6 ในร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ซึ่งในมาตรา 6 มีการแก้ไข โดยได้กล่าวว่า ตนเองไม่ได้แปรญัตติเอาไว้ แต่เนื่องจากว่ามีการแก้ไขจึงถือโอกาสตามข้อบังคับได้สอบถามกับทางกรรมาธิการ ในฐานะที่ตนเป็นตัวแทนของพรรคภูมิใจไทยได้เป็นผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้พร้อมๆ กับร่างของรัฐบาล และของเพื่อนสมาชิกอีกหลายท่าน
นายภราดร กล่าวว่า ไม่ได้ติดใจที่จะแก้ไขในเรื่องของ Double majority ( เกินกึ่งหนึ่ง 2 ชั้น ) โดยเห็นด้วยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในกฎหมายรัฐธรรมนูญเดิม การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ยากที่จะทําได้ พรรคภูมิใจไทยได้เสนอกฎหมายฉบับนี้โดยมีวัตถุประสงค์ 2 เรื่องด้วยกัน ซึ่งหนึ่งในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และในเรื่องของการทําประชามติอื่น ซึ่งแยกออกมาเป็นสองประเด็นคือ ในเรื่องของการทําประชามติอื่นเพื่อที่จะถามความเห็นของพี่น้องประชาชน อันนี้ไม่ติดใจในเรื่องของผู้ที่มาใช้สิทธิ์ ถ้าจะมาใช้สิทธิ์เท่าไหร่ไม่มีปัญหา แต่หากเป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญก็ยังมีข้อติดใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมาคือ รัฐธรรมนูญฉบับ 60 ผ่านประชามติได้มีการทําประชามติ และผ่านประชามติด้วยเสียงถึง 16-17 ล้านเสียง ซึ่งผู้ออกมาใช้สิทธิ์ขณะนั้น 29.7 ล้านคน การที่เราจะไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการทําประชามติ ตนเองไม่ติดใจ และมิได้ต้องการที่จะฉุดรั้งเหนี่ยวรั้งไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 60 แต่อย่างใด
“ อยากจะสอบถามกับทางกรรมาธิการว่า มีเหตุผลหรือหลักคิดอย่างไรที่ไม่เอาร่างของตนใส่เข้าไปในตัวกฎหมายของ กมธ. ซึ่งร่างของตนเขียนเอาไว้ว่า ควรที่จะต้องมีตัวกําหนดด้านบน นั่นคือผู้ที่มาออกเสียงทําประชามติ กฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ หากไม่กำหนดแคปบนเอาไว้ หากมีคนออกมาใช้สิทธิ์เพียง 5 แสนคน ในการทําประชามติเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นกังวลว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญที่จะมีการแก้ไขจะมีความศักดิ์สิทธิ์มากน้อยเพียงใด และจะได้รับความเชื่อมั่นจากพี่น้องประชาชนมากน้อยเพียงใด “
อย่างไรก็ตาม กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี 60 มีผู้มาใช้สิทธิ์ถึง 29.7 ล้าน และมีผู้เห็นด้วยถึง 16.8 แต่หากถึงเวลาเราไปทําประชามติแล้วมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์เพียงแค่ 1ล้านคน ซึ่งเป็นจํานวนน้อยมากเมื่อเทียบกับผู้มีสิทธิ์ทั้ง 52 ล้านคน รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะมีการแก้ไขจะมีความศักดิ์สิทธิ์มากน้อยเพียงใด และจะมีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด จะเป็นการยุติปัญหาในอนาคตหรือไม่ อย่างไร นี่เป็นประเด็นที่ได้พยายามบอกว่าควรที่จะต้องมีกําหนดตัวเลข ไม่จําเป็นที่จะต้องเป็นครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ อาจจะเป็นตัวเลขสัดส่วนเท่าไหร่ก็แล้วแต่ให้กรรมาธิการไปคิด และก็กําหนดกัน ซึ่งนี่คือการอภิปรายในวาระที่หนึ่ง แต่เมื่อมาดูในวาระที่สอง ที่ไม่ได้บรรจุเรื่องนี้เอาไว้ในตัวร่าง จึงต้องถือโอกาสสอบถามทางกรรมาธิการว่า ท่านมีเหตุผลประการใดที่ไม่บรรจุแคปบนเอาไว้ ถ้ากรรมาธิการมีเหตุผล แล้วสามารถตอบคําถามสิ่งที่สอบถามไปได้ ก็จะไม่ติดใจ แล้วก็ลงมติเห็นด้วยกับร่างของท่าน” นายภราดร กล่าวในท้ายที่สุด