วันที่ 30 พ.ค.68 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สส.ปราจีนบุรี เขต 3 พรรคภูมิใจไทย อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระแรก โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ
นายสฤษดิ์ กล่าวว่า รัฐบาลได้ระบุเป้าหมายของงบประมาณปี 2569 คือการฟื้นฟูและขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุทธศาสตร์ชาติที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมผู้สูงอายุให้เป็นพลเมืองที่มีคุณค่า และสนับสนุนความพร้อมของสังคมไทยในการรองรับสังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์
ส.ส.ปราจีนบุรี ได้ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของประเทศไทยอย่างมาก ทั้งในเรื่องของอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างมาก ซึ่งจะส่งผลให้ฐานภาษีในอนาคตลดต่ำลง และจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
"ผมอยากให้รัฐบาลนำ "การเกิด" มาเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งต้องมีการส่งเสริม กระตุ้น สร้างโอกาสให้วัยเจริญพันธุ์ในการทำงาน มั่นใจว่าสามารถที่จะเลี้ยงดู สร้างครอบครัวอย่างมีคุณภาพ ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน เพราะทุกวันนี้ค่าใช้จ่ายก็สูง ภาระการเลี้ยงดู การเรียน โดยเฉพาะเด็ก 0-3 ปี เป็นเด็กที่อยู่ในช่วงว่างของการรับผิดชอบ มีรัฐบาลสนับสนุนเงินเพียง 600 บาทต่อเดือน" นายสฤษดิ์ กล่าว
นายสฤษดิ์ กล่าวถึงงบประมาณที่กระทรวง พม.ได้รับในปีนี้ อยู่ที่ 26,890 ล้านบาท ลดลงจากปีที่แล้วถึง 64 ล้านบาท โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชนได้รับงบประมาณ 16,000 กว่าล้านบาท เพื่อดูแลเด็ก 0-6 ปี จำนวน 2.6 ล้านคน จากปริมาณทั้งหมด 3.5 ล้านคน โดยให้แบบมีเงื่อนไขและข้อจำกัด
"เด็ก 0-3 ขวบ เป็นช่วงวัยที่มีความสำคัญมาก ให้ผลตอบแทนในอนาคตอย่างสูงอย่างคุ้มค่า แต่รัฐกลับลงทุนน้อย สาเหตุเกิดจากการเขียนกฎเกณฑ์ กติกา ในเรื่องครัวเรือน 36,000 บาทในอดีต แม้จะขึ้นมาเป็น 100,000 บาทต่อครอบครัว เดือนละ 8,000 - 9,000 บาทต่อหนึ่งครอบครัว ค่าแรงขั้นต่ำยังไม่ได้เลย แม้แต่เลี้ยงตัวเองยังไม่รอด แล้วจะมาเลี้ยงอะไรลูก อยากให้รัฐมองว่าเงินอุดหนุนที่ให้กับเด็กควรเป็นสวัสดิการขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่เงินช่วยเหลือสงเคราะห์ เพราะการให้เด็กคือการสร้างชาติ สร้างอนาคต ถ้าไม่มีคนเกิด ผลกระทบจะเกิดกับประเทศ"
นายสฤษดิ์ ยังกล่าวถึงปัญหาเรื่องผู้สูงอายุ โดยระบุว่างบประมาณที่กระทรวง พม.ได้รับนั้นมีจำนวนน้อย อีกทั้งแผนงานเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุที่ตั้งวงเงินไว้ประมาณ 98,000 กว่าล้านบาท กลับเหลือให้กระทรวง พม. เพียง 786 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยมาก เมื่อแบ่งไปให้สำนักนายกรัฐมนตรี อุดมศึกษา และสาธารณสุข อีก 64 ล้านบาท ทำให้เหลือเพียง 728 ล้านบาท สำหรับแผนงานพัฒนาเตรียมความพร้อม พม.ได้รับส่วนนี้มา กรมกิจการเพียง 2 ล้านบาท ภาคีเครือข่าย 60 แห่ง ได้มา 1.7 ล้านบาท รัฐบาลให้ความสำคัญกับทุกชีวิตที่จะเกิดขึ้น ควรเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นแบบ “ถ้วนหน้า” ตามที่กระทรวง พม.เสนอไว้ และขอให้เร่งพิจารณางบในแผนบูรณาการ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุอย่างรอบคอบ
"ในนามของพรรคภูมิใจไทย ผมขอสนับสนุนร่างงบประมาณนี้ แต่ขอให้คณะกรรมาธิการวิสามัญ ช่วยกันพิจารณาอย่างรอบคอบ ในอนาคต ผมเชื่อว่าวิกฤตของประชากรจะเป็นเรื่องใหญ่ ผมยังมองภาพไม่ออกว่าอีก 60 ปี ประชากรไทยจะเหลือ 33 ล้านคน แล้ววันนั้นจะมีแต่คนแก่เต็มเมือง แล้วจะทำอย่างไร เพราะฉะนั้นโครงสร้างของงบประมาณรายจ่ายควรจะเปลี่ยนรูปแบบในการจัดสรรงบประมาณ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนชาวไทยโดยถ้วนหน้า" สส.ปราจีนกล่าว

30 พฤษภาคม 2568 เวลา 16:53
"สฤษดิ์" จี้รัฐบาล เร่งแก้วิกฤตประชากร เกิดน้อย - ผู้สูงวัยพุ่ง เสนอ "การเกิด" เป็นวาระแห่งชาติ หนุนเพิ่มเงิน เด็กเล็ก-เบี้ยผู้สูงอายุ
"สฤษดิ์" อภิปรายงบปี 69 จี้รัฐบาลเร่งแก้วิกฤตประชากร เกิดน้อย – ผู้สูงวัยพุ่ง เสนอ "การเกิด" เป็นวาระแห่งชาติ หนุนเพิ่มเงินเด็กเล็ก-เบี้ยผู้สูงอายุ
วันที่ 30 พ.ค.68 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สส.ปราจีนบุรี เขต 3 พรรคภูมิใจไทย อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระแรก โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ
นายสฤษดิ์ กล่าวว่า รัฐบาลได้ระบุเป้าหมายของงบประมาณปี 2569 คือการฟื้นฟูและขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุทธศาสตร์ชาติที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมผู้สูงอายุให้เป็นพลเมืองที่มีคุณค่า และสนับสนุนความพร้อมของสังคมไทยในการรองรับสังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์
ส.ส.ปราจีนบุรี ได้ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของประเทศไทยอย่างมาก ทั้งในเรื่องของอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างมาก ซึ่งจะส่งผลให้ฐานภาษีในอนาคตลดต่ำลง และจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
"ผมอยากให้รัฐบาลนำ "การเกิด" มาเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งต้องมีการส่งเสริม กระตุ้น สร้างโอกาสให้วัยเจริญพันธุ์ในการทำงาน มั่นใจว่าสามารถที่จะเลี้ยงดู สร้างครอบครัวอย่างมีคุณภาพ ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน เพราะทุกวันนี้ค่าใช้จ่ายก็สูง ภาระการเลี้ยงดู การเรียน โดยเฉพาะเด็ก 0-3 ปี เป็นเด็กที่อยู่ในช่วงว่างของการรับผิดชอบ มีรัฐบาลสนับสนุนเงินเพียง 600 บาทต่อเดือน" นายสฤษดิ์ กล่าว
นายสฤษดิ์ กล่าวถึงงบประมาณที่กระทรวง พม.ได้รับในปีนี้ อยู่ที่ 26,890 ล้านบาท ลดลงจากปีที่แล้วถึง 64 ล้านบาท โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชนได้รับงบประมาณ 16,000 กว่าล้านบาท เพื่อดูแลเด็ก 0-6 ปี จำนวน 2.6 ล้านคน จากปริมาณทั้งหมด 3.5 ล้านคน โดยให้แบบมีเงื่อนไขและข้อจำกัด
"เด็ก 0-3 ขวบ เป็นช่วงวัยที่มีความสำคัญมาก ให้ผลตอบแทนในอนาคตอย่างสูงอย่างคุ้มค่า แต่รัฐกลับลงทุนน้อย สาเหตุเกิดจากการเขียนกฎเกณฑ์ กติกา ในเรื่องครัวเรือน 36,000 บาทในอดีต แม้จะขึ้นมาเป็น 100,000 บาทต่อครอบครัว เดือนละ 8,000 - 9,000 บาทต่อหนึ่งครอบครัว ค่าแรงขั้นต่ำยังไม่ได้เลย แม้แต่เลี้ยงตัวเองยังไม่รอด แล้วจะมาเลี้ยงอะไรลูก อยากให้รัฐมองว่าเงินอุดหนุนที่ให้กับเด็กควรเป็นสวัสดิการขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่เงินช่วยเหลือสงเคราะห์ เพราะการให้เด็กคือการสร้างชาติ สร้างอนาคต ถ้าไม่มีคนเกิด ผลกระทบจะเกิดกับประเทศ"
นายสฤษดิ์ ยังกล่าวถึงปัญหาเรื่องผู้สูงอายุ โดยระบุว่างบประมาณที่กระทรวง พม.ได้รับนั้นมีจำนวนน้อย อีกทั้งแผนงานเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุที่ตั้งวงเงินไว้ประมาณ 98,000 กว่าล้านบาท กลับเหลือให้กระทรวง พม. เพียง 786 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยมาก เมื่อแบ่งไปให้สำนักนายกรัฐมนตรี อุดมศึกษา และสาธารณสุข อีก 64 ล้านบาท ทำให้เหลือเพียง 728 ล้านบาท สำหรับแผนงานพัฒนาเตรียมความพร้อม พม.ได้รับส่วนนี้มา กรมกิจการเพียง 2 ล้านบาท ภาคีเครือข่าย 60 แห่ง ได้มา 1.7 ล้านบาท รัฐบาลให้ความสำคัญกับทุกชีวิตที่จะเกิดขึ้น ควรเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นแบบ “ถ้วนหน้า” ตามที่กระทรวง พม.เสนอไว้ และขอให้เร่งพิจารณางบในแผนบูรณาการ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุอย่างรอบคอบ
"ในนามของพรรคภูมิใจไทย ผมขอสนับสนุนร่างงบประมาณนี้ แต่ขอให้คณะกรรมาธิการวิสามัญ ช่วยกันพิจารณาอย่างรอบคอบ ในอนาคต ผมเชื่อว่าวิกฤตของประชากรจะเป็นเรื่องใหญ่ ผมยังมองภาพไม่ออกว่าอีก 60 ปี ประชากรไทยจะเหลือ 33 ล้านคน แล้ววันนั้นจะมีแต่คนแก่เต็มเมือง แล้วจะทำอย่างไร เพราะฉะนั้นโครงสร้างของงบประมาณรายจ่ายควรจะเปลี่ยนรูปแบบในการจัดสรรงบประมาณ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนชาวไทยโดยถ้วนหน้า" สส.ปราจีนกล่าว
วันที่ 30 พ.ค.68 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายสฤษดิ์ บุตรเนียร สส.ปราจีนบุรี เขต 3 พรรคภูมิใจไทย อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระแรก โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ
นายสฤษดิ์ กล่าวว่า รัฐบาลได้ระบุเป้าหมายของงบประมาณปี 2569 คือการฟื้นฟูและขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุทธศาสตร์ชาติที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมผู้สูงอายุให้เป็นพลเมืองที่มีคุณค่า และสนับสนุนความพร้อมของสังคมไทยในการรองรับสังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์
ส.ส.ปราจีนบุรี ได้ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของประเทศไทยอย่างมาก ทั้งในเรื่องของอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างมาก ซึ่งจะส่งผลให้ฐานภาษีในอนาคตลดต่ำลง และจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
"ผมอยากให้รัฐบาลนำ "การเกิด" มาเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งต้องมีการส่งเสริม กระตุ้น สร้างโอกาสให้วัยเจริญพันธุ์ในการทำงาน มั่นใจว่าสามารถที่จะเลี้ยงดู สร้างครอบครัวอย่างมีคุณภาพ ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน เพราะทุกวันนี้ค่าใช้จ่ายก็สูง ภาระการเลี้ยงดู การเรียน โดยเฉพาะเด็ก 0-3 ปี เป็นเด็กที่อยู่ในช่วงว่างของการรับผิดชอบ มีรัฐบาลสนับสนุนเงินเพียง 600 บาทต่อเดือน" นายสฤษดิ์ กล่าว
นายสฤษดิ์ กล่าวถึงงบประมาณที่กระทรวง พม.ได้รับในปีนี้ อยู่ที่ 26,890 ล้านบาท ลดลงจากปีที่แล้วถึง 64 ล้านบาท โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชนได้รับงบประมาณ 16,000 กว่าล้านบาท เพื่อดูแลเด็ก 0-6 ปี จำนวน 2.6 ล้านคน จากปริมาณทั้งหมด 3.5 ล้านคน โดยให้แบบมีเงื่อนไขและข้อจำกัด
"เด็ก 0-3 ขวบ เป็นช่วงวัยที่มีความสำคัญมาก ให้ผลตอบแทนในอนาคตอย่างสูงอย่างคุ้มค่า แต่รัฐกลับลงทุนน้อย สาเหตุเกิดจากการเขียนกฎเกณฑ์ กติกา ในเรื่องครัวเรือน 36,000 บาทในอดีต แม้จะขึ้นมาเป็น 100,000 บาทต่อครอบครัว เดือนละ 8,000 - 9,000 บาทต่อหนึ่งครอบครัว ค่าแรงขั้นต่ำยังไม่ได้เลย แม้แต่เลี้ยงตัวเองยังไม่รอด แล้วจะมาเลี้ยงอะไรลูก อยากให้รัฐมองว่าเงินอุดหนุนที่ให้กับเด็กควรเป็นสวัสดิการขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่เงินช่วยเหลือสงเคราะห์ เพราะการให้เด็กคือการสร้างชาติ สร้างอนาคต ถ้าไม่มีคนเกิด ผลกระทบจะเกิดกับประเทศ"
นายสฤษดิ์ ยังกล่าวถึงปัญหาเรื่องผู้สูงอายุ โดยระบุว่างบประมาณที่กระทรวง พม.ได้รับนั้นมีจำนวนน้อย อีกทั้งแผนงานเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุที่ตั้งวงเงินไว้ประมาณ 98,000 กว่าล้านบาท กลับเหลือให้กระทรวง พม. เพียง 786 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยมาก เมื่อแบ่งไปให้สำนักนายกรัฐมนตรี อุดมศึกษา และสาธารณสุข อีก 64 ล้านบาท ทำให้เหลือเพียง 728 ล้านบาท สำหรับแผนงานพัฒนาเตรียมความพร้อม พม.ได้รับส่วนนี้มา กรมกิจการเพียง 2 ล้านบาท ภาคีเครือข่าย 60 แห่ง ได้มา 1.7 ล้านบาท รัฐบาลให้ความสำคัญกับทุกชีวิตที่จะเกิดขึ้น ควรเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นแบบ “ถ้วนหน้า” ตามที่กระทรวง พม.เสนอไว้ และขอให้เร่งพิจารณางบในแผนบูรณาการ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุอย่างรอบคอบ
"ในนามของพรรคภูมิใจไทย ผมขอสนับสนุนร่างงบประมาณนี้ แต่ขอให้คณะกรรมาธิการวิสามัญ ช่วยกันพิจารณาอย่างรอบคอบ ในอนาคต ผมเชื่อว่าวิกฤตของประชากรจะเป็นเรื่องใหญ่ ผมยังมองภาพไม่ออกว่าอีก 60 ปี ประชากรไทยจะเหลือ 33 ล้านคน แล้ววันนั้นจะมีแต่คนแก่เต็มเมือง แล้วจะทำอย่างไร เพราะฉะนั้นโครงสร้างของงบประมาณรายจ่ายควรจะเปลี่ยนรูปแบบในการจัดสรรงบประมาณ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนชาวไทยโดยถ้วนหน้า" สส.ปราจีนกล่าว