1 กรกฎาคม 2563 เวลา 21:01
“ส.ส.สิริพงศ์” วอน กรรมาธิการ พิจารณางบที่ถูกตัดทอน เพราะมีความสำคัญต่อการกระตุ้นฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ หลังจากที่ผ่านวิกฤตโควิด-19 ในระดับหนึ่ง ย้ำชัด ! งบลงทุนมีความสำคัญมาก
“ส.ส.สิริพงศ์” วอน กรรมาธิการ พิจารณางบที่ถูกตัดทอน เพราะมีความสำคัญต่อการกระตุ้นฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ หลังจากที่ผ่านวิกฤตโควิด-19 ในระดับหนึ่ง อีกทั้ง มีความจำเป็นต่อการดูแลความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนให้ดีขึ้น ย้ำชัด ! งบลงทุนมีความสำคัญมาก
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.จังหวัดศรีสะเกษ เขต 1 พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 โดยกล่าวว่า “ ก่อนหน้านี้ทางพรรคภูมิใจไทย โดยท่านศุภชัย ใจสมุทร ได้พูดถึงภาพรวมถึงแนวคิดของพรรคภูมิใจไทย กับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณปี 2563 นี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีความคิดเช่นเดียวกับนายศุภชัย ว่าในสภาวะการณ์แบบนี้ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีเม็ดเงินเข้าไปในระบบโดยเร็วที่สุด เพื่อที่จะเป็นการกระตุ้น และฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ หลังจากที่ผ่านพ้นวิกฤตการณ์โควิด-19 ซึ่งจริง ๆ ยังไม่ถือว่าผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ดังนั้นเราก็จะเห็นว่างบประมาณรายจ่ายปี 63 นี้ จะมีบางส่วนที่จะถูกตัดทอนไปเพื่อเป็นการเฝ้าระวัง แล้วก็เป็นเงินสำรองในการแก้ปัญหาโควิด-19 ซึ่งอาจจะเกิดขึ้น หรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ในอนาคต "

“ โดยมีหลายประเด็น ที่มีความสนใจในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฉบับนี้ แต่มีอยู่ประเด็นหนึ่งที่เห็นสอดคล้องกันคือเรื่องงบของจังหวัด และกลุ่มจังหวัด ดังที่ท่านศุภชัย อภิปรายไปก่อนหน้านี้ว่า รัฐบาลมีความตั้งใจที่อยากจะให้มีการกระจายอำนาจ ตนได้ดูข้อมูลในหลายส่วนก็เห็นถึงความตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นหลักเกณฑ์ในการที่จะให้ท้องถิ่นต่าง ๆ สามารถทำเรื่องเสนอขอรับงบประมาณได้โดยตรง จากสำนักงบประมาณ ไม่ต้องผ่านช่องทางของกระทรวง ไม่ต้องผ่านช่องทางจังหวัด ซึ่งได้เห็นถึงความตั้งใจที่ทางรัฐบาลตั้งคณะกรรมการ กบพ. หรือคณะกรรมการบูรณาการการบริหารงานในเชิงพื้นที่ ซึ่งตรงนี้เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะจะทราบปัญหาดีว่าในการบริหารระบบราชการแบบเดิม ๆ ที่ผ่านมานั้น เวลาที่พื้นที่ หรือท้องถิ่นนำเสนอโครงการ หรือนำเสนอนโยบายต่าง ๆ ขึ้นมาสู่ส่วนกลาง กลายเป็นว่า มักจะถูกตีตกไป โดยที่ท้องถิ่นไม่มีโอกาสอุทรณ์ ไม่มีโอกาสได้พูดถึงวัตถุประสงค์ และอาจจะไม่มีโอกาสทำความเข้าใจถึงหลักเกณฑ์อย่างถ่องแท้ แต่พอมีคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมา ก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่ท้องถิ่นจะสามารถมีอีกช่องทางหนึ่งในการสื่อสารวิธีจัดทำงบประมาณได้ แต่พอมาดูงบประมาณในปี 2563 กลับกลายเป็นว่า ตนเข้าใจผิดหรือเปล่า ความเป็นจริงไม่ใช่อย่างนั้นหรือไม่ โดยได้เปิดอ่านในเล่มขาวคาดแดงในงบจังหวัดนี้ ก็เป็นที่แปลกใจว่า งบประมาณจังหวัดหลายจังหวัด ที่ถูกปรับลดลงอย่างน่าใจหาย ตัวอย่างเช่น จังหวัดสระบุรี ปีที่แล้วได้รับจัดสรรงบประมาณ 200 กว่าล้านบาท ปีนี้ได้รับจัดสรรงบประมาณ 190 กว่าล้านบาท, จังหวัดอ่างทองปีที่แล้วได้รับจัดสรรงบประมาณ 200 ล้านบาท ปีนี้ได้รับจัดสรรงบประมาณ 100 ล้านบาท, จังหวัดภูเก็ตเคยได้รับ 154 ล้านบาท เหลือ 119 ล้านบาท, จังหวัดกาฬสินธุ์ปีที่แล้วได้รับงบประมาณ 283 ล้านบาท ปีนี้ได้รับงบประมาณเพียง 168 ล้านบาท, จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นจังหวัดตนเอง ปีที่แล้วได้รับงบประมาณ 308 ล้านบาท ปีนี้ได้รับประมาณ 179 ล้านบาท ลดลงไป 42% แต่จังหวัดที่หนักที่สุดคือ จังหวัดอำนาจเจริญ ปีที่แล้วได้รับจัดสรรงบประมาณ 218 ล้านบาท ปีนี้ได้รับจัดสรรงบประมาณ 85 ล้าน ลดลงไป 61% “

“ คำถามก็คือ เราก็ต้องไปหาคำตอบ ว่างบประมาณเหล่านี้ ที่ควรจะเป็นงบลงทุน ซึ่งวันนี้ ส.ส.หลายท่านอภิปรายว่า งบลงทุนมีความสำคัญ มีความจำเป็นต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีความจำเป็นต่อการดูแลความเป็นอยู่ของชาวบ้านให้ดีขึ้น งบลงทุนมีความสำคัญอย่างมาก ปีที่แล้วงบปี ‘63 เห็นแล้วว่างบลงทุนยังไม่ทันได้ลงทุน ก็ถูกโอนคืนมาเป็นงบกลาง ปีนี้เป็นปี ‘64 ปรากฏว่างบลงทุนบางจังหวัดหายไป 60% บางจังหวัดหาย 40% จึงได้มีการไปสอบถามว่า มีการใช้เกณฑ์อะไรในการที่จะตัดงบ หรือไม่ตัดงบ ปรากฏว่ามีมติของ กบพ. โดยในที่ประชุม ประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย, สภาพัฒน์, กพร. และสำนักงบประมาณเขต ซึ่งจะพูดคุยกันว่า วิธีทำงบประมาณในปีนี้จะทำอย่างไร จะบอกว่าอะไรทำได้ และอะไรทำไม่ได้ อย่างเช่น โครงการที่ครอบคลุมถึงประเด็นพัฒนาสำคัญระดับชาติประเทศ เหล่านี้ควรทำ โครงการที่มีความพร้อม อันนี้ทำได้ / โครงการที่มีแผนงานโครงการ ต้นทาง-กลางทาง-ปลายทาง อย่างนี้ทำได้ และก็จะมีบอกว่า โครงการลักษณะใดที่ไม่สามารถกระทำได้ อย่างเช่น ซื้อของไปแจกชาวบ้าน ไม่ให้ทำ แล้วก็มีหลายลักษณะที่ผมเห็นด้วยกับมติของ กบพ. และมีข้อท้ายว่า โครงการต้องไม่เป็นภารกิจขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ยกเว้น เทศบาลตําบล และองค์การบริหารส่วนตำบล ที่มีเหตุผลความจำเป็น และเกิดศักยภาพ หมายความว่า วันนี้ทางรัฐบาลมีนโยบายว่าท้องถิ่นสามารถของบประมาณได้โดยตรงจากสำนักงบ แต่ท้องถิ่นที่สามารถของบประมาณโดยตรงจากสำนักงบนั้น ตอนนี้มีเพียง อบจ. ขณะที่เทศบาลนคร ซึ่งมีแผนปีนี้จะขอได้ ก็ยังไม่ทราบว่าขอได้หรือยัง เทศบาลเมืองยังไม่ทราบ อบต. ยังไม่ได้แน่นอน นี่คือเกณฑ์ที่วางไว้ ว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาของบได้โดยตรง แล้วท่านก็ไปบอกกับทางจังหวัดว่าพื้นที่ทับซ้อนกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ห้ามมาของบ จะไม่ให้ คำถามคือ แล้วเขาจะเอาเงินจากไหนทำ บางคนบอกว่าถูกตัดสิทธิ์ ของบสามแสน/ ห้าแสน / เจ็ดแสน / 1 ล้าน จะไปเกินศักยภาพได้ยังไง ทั้งนี้ ก็ต้องกลับไปดู อบต.นั้น โดยบางอบต. มีงบประมาณประจำปีทั้งปี 5 ล้านบาท ถามว่าเขาสร้างถนน 1 ล้าน คือ 20% ของงบประมาณทั้งปี กว่าจะได้เงินมาสร้างถนนแค่ 1 ล้านบาท ตอนนี้ก็ตัดออกไป ยกออกไปหมด ฉะนั้น จึงขอฝากคณะกรรมาธิการกรุณาพิจารณาด้วย เพราะทราบว่าในรัฐธรรมนูญใหม่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถที่จะแปรญัตติงบประมาณเหล่านี้กลับเข้ามาได้ “

“นอกจากนี้ ในปีที่ผ่าน ๆ มาจะมีการสื่อสารกันระหว่างหน่วยงานรับงบประมาณ จากผู้จัดทำงบประมาณว่า งบโครงการใดเข้าเกณฑ์ โครงการใดไม่เข้าเกณฑ์ ต้องมีการปรับแก้อย่างไร เขายังไหวตัวทัน เขากำหนดเพดานงบประมาณของแต่ละจังหวัด ว่าแต่ละจังหวัดควรจะมีงบประมาณเท่านั้นเท่านี้ กำหนดเพดาน แล้วก็ทำโครงการมา 3 เท่า ของโครงการ ของงบประมาณ แต่ปีนี้เหลือเพียง 2 เท่าของงบประมาณ จึงขอฝากท่านกรรมาธิการไปตรวจสอบ และดูแลสิ่งเหล่านี้ด้วย เพราะถือเป็นความทุกข์ร้อนของประชาชน” นายสิริพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย