“หมอเพชรดาว” แนะรัฐ ไม่ควรลดงบประมาณโครงการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธี ของ สมช.

“หมอเพชรดาว” แนะรัฐ ไม่ควรลดงบประมาณโครงการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธี ของ สมช.

วันที่ 2 มิถุนายน 2563 แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดปัตตานี พรรคภูมิใจไทย อธิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีพุทธศักราช 2564 ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ จากคำแถลงงบประมาณของท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ ในยุทธศาสตร์ที่ 1 ด้านความมั่นคงข้อ 3 คือการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ งบประมาณทั้งสิ้น 9,731.7 ล้านบาท และอยู่ในเอกสารเล่มขาวคาดแดง เล่มที่ 18(1) ตัวเลขเท่ากันค่ะคือ 9,731 ล้านเศษ เป็นเฉพาะงบประมาณแผนบูรณาการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งไม่รวมกับแผนงานอื่น ๆ เปรียบเทียบงบประมาณปี 2562 / 2563 / 2564 จะเห็นได้ว่างบประมาณบูรณาการ การแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้น้อยลงจากปีที่แล้ว 8.5% เห็นแล้วหลายคนสบายใจว่า เหตุการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อาจจะดีขึ้น งบประมาณที่ใช้จ่ายเลยน้อยลง แต่ถ้าท่านอยู่ในวงการคนทำงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งตัวเลขได้จากกราฟงบประมาณแผนบูรณาการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้นที่ลดน้อยลง แต่เมื่อดูจากทุกเล่มจาก 2 ลัง ที่ได้มาที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงต่าง ๆ จะมีเรื่องของจังหวัดชายแดนภาคใต้ซ่อนอยู่ในทุกกระทรวง ตัวอย่างปีที่ผ่านมางบประมาณรวมแล้วประมาณ 3 หมื่นกว่าล้านบาท พญ.เพชรดาว ขอหารือ เฉพาะงบประมาณบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในตัวเลข 9,731 ล้านเศษ ในหลักการต้องขอบคุณแนวคิดการทำงบประมาณบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ในประเทศไทยที่มีมาตั้งแต่ปี 2560 เป็นกลไกหนึ่งที่ใช้ในการเชื่อมโยงภารกิจ และการดำเนินงานของส่วนราชการ และกระทรวงต่าง ๆ เพื่อช่วยในการจัดสรรทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพ ลดปัญหาความซ้ำซ้อน และสิ้นเปลืองทรัพยากร สำหรับโครงการในแผนงานบูรณาการปีที่แล้ว ที่มีชื่อว่า “โครงการส่งเสริมและเผยแพร่ความจริงที่ถูกต้องเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหา” แต่ปีนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “โครงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้” แทน เปลี่ยนเฉพาะชื่อ แต่กิจกรรมส่วนใหญ่จะเหมือนเดิม มี 13 หน่วยงานที่ใช้ชื่อโครงการนี้ โดยมีข้อสังเกตโครงการนี้มีการดำเนินการโดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคง ราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ยังคงมีกิจกรรมงานส่งเสริม และเผยแพร่ความจริงที่ถูกต้อง เพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาปรากฏอยู่ ถึงแม้จะตัดลดงบประมาณลงไปร้อยละ 20 จาก 139 ล้านเศษ เป็น 111 ล้านเศษ และปรับตัวชี้วัดกิจกรรมจะเปลี่ยนแนวคิดผู้ต้องหา คดีความมั่นคง และเปลี่ยนแนวคิดเด็กอายุ 1-5 ขวบ เป็นเยาวชน ครู และผู้ปกครองเข้าร่วมโครงการมากขึ้น การตั้งตัวชี้วัดกิจกรรมแบบนี้และดำเนินการโดย กอ.รมน.เช่นนี้ ในฐานะคนที่ทำงานเรื่องเด็ก และเยาวชน มาตลอด รวมทั้งตนเองเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาเรื่องการให้ความช่วยเหลือเยียวยาเด็ก เยาวชน และครอบครัว ที่รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ยังรู้สึกคำว่ายังสุ่มเสี่ยงอยู่ งานที่เกี่ยวข้องความมั่นคงดำเนินการโดยฝ่ายความมั่นคง และยังคงมุ่งหมายที่จะทำงานกับเด็กและเยาวชน ราวกับว่าเยาวชนในพื้นที่จำนวนมาก ถูกตีตราว่าแต่ละคนมีความสุ่มเสี่ยง ที่มีแนวคิดที่ไม่ถูกต้อง กอ.รมน.เลยต้องใส่ความคิดที่ถูกต้องเข้าไป โครงการเช่นนี้เจ้าภาพหลักควรเป็นกระทรวงศึกษาธิการ หรือกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข รับผิดชอบ ซึ่งน่าจะเหมาะสมกว่า และควรจะเน้นให้ทุนการศึกษาเรียนต่อให้กับนักเรียนที่นับถือศาสนาพุทธด้วย ต่อไปก็ยังเป็นชื่อเดียวกันกับหน่วยงานกระทรวงการต่างประเทศ ไม่ติดใจในงบประมาณ แต่มีข้อสังเกตว่า กิจกรรมการศึกษาเพื่อความมั่นคง ตัวชี้วัดกิจกรรมคือ จำนวนนักศึกษาไทย-มุสลิม ในต่างประเทศได้รับการพัฒนาศักยภาพ สนับสนุนสวัสดิการส่งเสริมการศึกษาและความสามัคคีในหมู่คณะ ถ้าดิฉันเป็นนักศึกษาไทยในต่างประเทศที่ ไม่ใช่นักศึกษาไทย-มุสลิม ดิฉันจะรู้สึกว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ จริง ๆ แล้ว เราได้ศึกษาไทย เชื้อชาติใด ศาสนาใดก็ตาม ควรที่จะได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน ต่อไปในส่วนของการสร้างสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีกระบวนการพูดคุยครั้งแรกเป็นทางการ สมัยรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี 2556 และต่อเนื่องจนถึงรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แม้ว่ากระบวนการพูดคุยสันติสุขจะหยุดชะงักลงเพราะสถานการณ์โควิด-19 แต่กระบวนการพูดคุยสันติสุข คือหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการสร้างสภาวะสันติภาพให้เกิดขึ้นในพื้นที่ ตัวอย่างจากจังหวัดอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย, เกาะมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ ทำให้เราเห็นว่าแม้ว่าสันติภาพจะเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย แต่กระบวนการพูดคุยก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สำคัญ เมื่อดูงบประมาณในส่วนนี้แล้วทำให้เป็นห่วงกังวล ถึงการตัดงบประมาณที่เกี่ยวข้อง เช่น ปรับลดงบประมาณโครงการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธีของสมช. ตัดลงไปจาก 6.6 ล้าน เป็น 5.4 ล้าน รวมทั้งชื่อโครงการเดียวกันที่ดำเนินการโดย กอ.รมน. จาก 13 ล้าน ลดเป็น 11 ล้าน ซึ่งในส่วนนี้ไม่ควรลดงบประมาณ เพราะเป็นประโยชน์ต่อการผลักดันกระบวนการพูดคุยเพื่อนำสู่สันติภาพต่อไป อีกหนึ่งโครงการของ กอ.รมน. คือโครงการเสริมสร้างความร่วมมือภาพสังคมและนานาชาติ เป็นโครงการที่ดีมาก แต่ว่าผู้รับผิดชอบไม่ควรเป็นหน่วยงานความมั่นคง เพราะความไว้วางใจ ก็ดูในการสำรวจหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าระดับความไว้วางใจของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กับหน่วยงานความมั่นคงยังน้อยอยู่ งานนี้ควรจะเป็นในความรับผิดชอบของหน่วยงานที่มีระดับความไว้วางใจที่สูง เช่น หน่วยงานมหาวิทยาลัย สุดท้ายเรื่องของกระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้โครงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้มี 2 ข้อ โดยข้อ 3 เป็นตัวเลขงบประมาณ 13.7 ล้าน และข้อ 4 โครงการจัดการศึกษาตลอดชีวิต ในสถาบันศึกษาปอเนาะ คิดว่าทั้งข้อ 3 และ 4 เป็นโครงการที่ดี งบประมาณ 13 ล้าน และ 15 ล้านเศษ ขอชื่นชมโครงการนี้ทำมาต่อเนื่อง แต่สิ่งที่ดิฉันได้รับการร้องเรียนแล้วก็คือศูนย์พัฒนาอิสลามศึกษาในสำนักงานศึกษาธิการภาค 7 โดยกระทรวงศึกษาธิการตั้งขึ้นมาในปี 2551 ประสบปัญหาด้านโครงสร้างการบริหารงานบุคลากร ขาดงบประมาณตั้งแต่ คสช. เป็นต้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งขาดงบประมาณในการปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรอิสลามศึกษา พุทธศักราช 2546 ที่ใช้มา 17 ปี จนถึงทุกวันนี้ ยังไม่มีงบประมาณในการปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยในปัจจุบัน ทั้งนี้ ขอฝากข้อสังเกตไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณรายจ่ายประจําปี 2564 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะอนุกรรมาธิการที่ดูงบประมาณบูรณาการ การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และสิ่งที่เรายังขาดเสมอมานั่นก็คือ สภานิติบัญญัติแห่งนี้ ยังไม่เคยมีคณะกรรมาธิการที่ติดตามตรวจสอบผลการดำเนินการ และการใช้จ่ายงบประมาณของแผนบูรณาการเป็นการเฉพาะ