
เทศบาลตำบลฉลอง เพื่อให้สอดคล้องกับชื่องานและเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในเขตพื้นที่ตำบลฉลอง ตลอดจนการประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวชาวไทยได้รู้จักถ้าท่าเทียบเรือแห่งใหม่ของจังหวัดภูเก็ต รวมทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ค้าในเขตพื้นที่ตำบลฉลองได้นำผลิตภัณฑ์ในชุมชนมาจำหน่ายเพื่อช่วยกระจายรายได้สู่ครัวเรือน สร้างอาชีพ สร้างงานให้เพิ่มขึ้น โดยมหกรรมซีฟู้ด ส่งเสริมการท่องเที่ยวครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 ถึง 7 กันยายน 2563 จึงขอเชิญชวนประชาชนทั่วภูมิภาคเป็นประเทศไทยถือโอกาสมาท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตในช่วงวันหยุดยาวและเชิญชวนให้มาเที่ยวงานในครั้งนี้
นายวีรศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดมหกรรมอาหารซีฟู้ดและอาหารพื้นถิ่นภูเก็ต เป็นกิจกรรมหนึ่งเพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวไทยเข้ามายังพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งสอดคล้องกับที่องค์การยูเนสโก ประกาศให้ภูเก็ตเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหาร 1 ใน 26 เมืองทั่วโลก และดำเนินการอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ต้องปรับสู่วิถีการดำเนินชีวิตใหม่แบบ New normal เป็นการดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเกิดความมั่นใจ และเดินทางมาท่องเที่ยว พํานัก และใช้บริการในจังหวัดภูเก็ต เพื่อสร้างรายได้และความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ต โดยกิจกรรมในมหกรรมซีฟู้ดและอาหารพื้นถิ่นภูเก็ตครั้งนี้ จะจัดรวม 6 ครั้ง ที่ 5 หาด กับ 1 ย่านกลางเมือง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ภูเก็ตได้รับคัดเลือกติดอันดับ 10 เมืองน่าเที่ยวที่สุดในโลก ในฐานะที่สุดแห่งสถานที่ที่ต้องไปเยือนสักครั้ง (Best Place to Visit in the World) ของนักท่องเที่ยว แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทําให้จังหวัดภูเก็ตได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวต้องหยุดดำเนินการมากว่า 5 เดือน และหลายรายตัดสินใจปิดกิจการไปแล้ว ขณะที่ก่อนหน้านี้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภูเก็ต สามารถสร้างรายได้สูงถึงปีละ 4 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม นอกจากกระทรวงพาณิชย์จะสนับสนุนงบประมาณในการจัดกิจกรรม “Phuket Tastival & Seafood Gastronomy” : หรอย-ริม - เล" แล้ว รมช.พาณิชย์ ยังลงพื้นที่รับฟังปัญหาการว่างงานและภาวะหนี้สินของผู้ประกอบการ ณ อาคารเอนกประสงค์ สวนเฉลิมพระเกียรติ (หนองในหาน) ตำบลราไวย์ จังหวัดภูเก็ต เพื่อนำข้อมูลความเดือดร้อนของผู้ประกอบการและแรงงานไปวางแผนแก้ปัญหาผลกระทบจาก COVID-19 อย่างเร่งด่วนต่อไป